สืบสวนสอบสวน Detective
Alt text
The Dodecagon ไขคดีลับ ราศีเพชฌฆาตร เปิดแฟ้ม 2

 

ร้อยตำรวจตรีจักรวุธ ธาตุเพชรแท้ เป็นนายตำรวจหนุ่มวัยยี่สิบแปดปี หน้าคมเข้มแบบไทยแท้ รูปร่างบึกบึนแข็งกร่งด้วยกล้ามเนื้อในชุดเครื่องแบบรัดรูป ท่าทางคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง และดูตั้งอกตั้งใจกับงานในหน้าที่เสมอ ผู้หมวดหนุ่มเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุโดยใช้เวลาแค่สิบนาทีภายหลังจากการได้รับการแจ้งต่อจากศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 ว่ามีการพบศพที่กลางซอยวังจันทร์แห่งนี้

ตำรวจแยกกันทำงาน จ่าสิบตำรวจกอบชัย โชติสม เดินไปดูศพ ส่วนผู้หมวดจักรวุธเดินเข้ามาหาพลเมืองดีสองคนที่ยืนรออยู่ เขายกมือขึ้นวันทยหัตถ์

“สวัสดีครับ ผมร้อยตำรวจตรีจักรวุธ ธาตุเพชรแท้ ร้อยเวรสถานีตำรวจนครบาลบางไท พวกคุณคือคนที่โทร.ไปแจ้งเหตุใช่ไหมครับ คุณ...”

“ญาตาวี อนุรักษ์สงบค่ะ ส่วนนี่ วินธัย เชื้อพยัคฆ์” หญิงสาวแนะนำตัวบ้าง เธอเริ่มตั้งสติได้แล้ว

“ครับ ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณคุณสองคนมากที่ช่วยแจ้งเรื่องนี้กับทางเรา และยังอยู่รอให้ปากคำด้วย ถ้าอย่างนั้นเพื่อไม่ไห้เสียเวลา รบกวนคุณญาตาวีช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยครับ”

ญาตาวีหน้าเคร่งเครียดขณะเริ่มพูด

“ดิฉันกับวินธัยเพิ่งออกมาจากร้านอาหารของเพื่อนที่อยู่ในซอยถัดไปค่ะ แต่พอดีจอดรถไว้ที่นี่ก็เลยต้องเดินเข้ามา ระหว่างทางเราเจอรถตู้คันหนึ่งวิ่งมาอย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดไฟหน้า ดิฉันกับวินธัยกระโดดหลบจนล้มไปกับพื้น แต่เรามองทะเบียนรถตู้ไม่เห็นเพราะตรงนั้นค่อนข้างมืดมาก”

เธอยื่นมือให้นายตำรวจดูรอยถลอก เขาก้มลงมองแล้วบอกให้เล่าต่อ

“จากนั้นพอเข้ามาในรถ ดิฉันก็นั่งสงบสติอารมณ์อยู่พักหนึ่ง แต่พอเลี้ยวรถออกไปจึงเห็นคนนอนขวางอยู่กลางถนน ตอนนั้นดิฉันตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูก วินธัยเลยลงไปดู แล้วให้ดิฉันโทร.แจ้งตำรวจ”

ผู้หมวดพยักหน้า แล้วหันมาอีกทาง “ทำไมถึงต้องแจ้งตำรวจล่ะครับคุณวินธัย”

“เพราะผู้ชายคนนั้นตายแล้วครับ” ชายหนุ่มยิ้มบางๆ

“คุณทราบได้อย่างไรว่าเค้าเสียชีวิตแล้ว ในเมื่อตรงนั้นก็มืดพอสมควร”

“บังเอิญผมมีไอ้นี่อยู่” วินธัยล้วงไฟฉายขึ้นมาชู “พอลองส่องดูก็รู้เลยว่าเขาตายแล้ว”

“คุณแน่ใจขนาดนั้นเลยหรือครับ”

“ใช่”

ร้อยตำรวจตรีจักรวุธหันมาถามญาตาวีว่าได้เห็นผู้ชายคนนั้นด้วยหรือไม่ แต่หญิงสาวปฏิเสธโดยอ้างว่าไม่กล้าเดินไปดู ระหว่างนั้นผู้หมวดพยายามมองหาพิรุธ ทว่าก็ไม่พบแต่อย่างใด ดูเผินๆ แล้วทั้งคู่คงเป็นแค่ผู้ผ่านมาประสบเหตุจริงๆ

แต่ของพรรณนี้มันไม่แน่เสมอไปหรอก

นายตำรวจยังติดใจเรื่องรถตู้ปริศนาที่ญาตาวีพูดถึงอยู่ ถ้าเป็นเรื่องจริงแสดงว่ารถคันนั้นอาจพุ่งชนชายผู้นี้แล้วหนีไป แต่ถ้าเรื่องกลับตาลปัตรเป็นว่า จริงๆ แล้วเธอต่างหากที่เป็นคนขับรถชนชายคนนี้ตายแล้ว ทั้งคู่ช่วยกันกุเรื่องขึ้นมา แบบนี้ดูเค้าเข้าได้เหมือนกัน

“ถ้าคุณตำรวจคิดว่าวีเป็นคนขับรถชนผู้ตาย คุณคิดผิดแล้วล่ะ”

จู่ๆ วินธัยก็โพล่งขึ้น ผู้หมวดถึงกับชะงัก เขามองชายหนุ่มอย่างแปลกใจที่รู้ทัน

“ผู้หญิงคนนี้คือ ญาตาวี อนุรักษ์สงบ หลานสาวของคอลัมนิสต์ชื่อดังนะ แล้วตัวเธอเองก็เป็นนักข่าวด้วย เธอคงไม่ทำอะไรแบบนั้นแน่ ผมว่าหมวดน่าจะไปเดินดูที่ศพก่อนดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาจับผิดพวกเรา”

ร้อยตำรวจตรีจักรวุธหน้าบึ้งทันที

“ขอบคุณครับที่แนะนำ แต่ผมเป็นเจ้าพนักงาน ย่อมรู้ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง”

“เอ่อ...” ญาตาวีเอ่ยขึ้นบ้าง เธอคงเห็นสัญญาณอันตรายบางอย่าง

“ต้องขอโทษแทนวินด้วยนะคะคุณตำรวจ ตอนนี้เขาเมาน่ะ เลยพูดจาไม่ได้เรื่องไปบ้าง”

ผู้หมวดไม่ตอบและไม่ได้มองญาตาวีด้วย เขาหันหลังกลับแล้วเดินไปที่ศพ เธอจึงได้โอกาสฟาดมือเข้าที่แขนของวินธัย

“แค่นี้ยุ่งไม่พอหรือไง ถ้าเมาก็ไม่ต้องพูดอะไรเลย เดี๋ยวก็ซวยกันหมดหรอก”

ชายหนุ่มยักไหล่

“ก็จริงนี่นา ไปดูซะก่อนก็หมดเรื่องแล้ว” เขาเดินไปยืนพิงประตูรถ ปล่อยให้เพื่อนเดินตามนายตำรวจไปคนเดียว

ด้านหมวดจักรวุธเมื่อได้เห็นศพแล้วต้องเคร่งเครียดขึ้นอีกมาก เป็นจริงอย่างวินธัยพูด ถ้าเขาเดินมาดูก่อนจะรู้ได้เลยว่าผู้ชายคนนี้ตายแล้วจริงๆ และสองคนนั้นคงไม่เกี่ยวข้องอะไรแน่ เพราะเท่าที่เห็นตอนนี้คือศพถูกยิงเข้าที่กลางหน้าผากเพียงจุดเดียว ขณะที่มือและเท้าถูกพันธนาการไว้ด้วยเชือกปอเส้นหนา ผู้ตายอยู่ในชุดทำงานแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป แต่ไม่ได้สวมรองเท้า และหากพิจารณาจากตำแหน่งของศพก็ทำให้คิดไปได้ว่าคนร้ายตั้งใจจัดวางไว้แบบนี้มากกว่าที่จะทิ้งไว้แบบให้พ้นๆ

ตำรวจหนุ่มคิดไปถึงรถตู้คันนั้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นไปในทางเลวร้ายกว่าเก่าหลายสิบเท่า เขานึกอยากสอบปากคำญาตาวีเพิ่มเติม แต่สิ่งที่ต้องทำก่อนตอนนี้คือโทร.แจ้งให้ทีมแพทย์นิติเวชมาชันสูตรพลิกศพโดยเร็วที่สุด

“พี่กอบชัยช่วยโทร.ตามหมอด้วยนะครับ” ผู้หมวดบอก

“เอ่อ...เดี๋ยวสารวัตรพิยุทธจะมาที่นี่ครับ แกสั่งไว้ว่าอย่าเพิ่งทำอะไรเด็ดขาด”

หมวดจักรยุทธหน้าตึงเมื่อได้ยินแบบนั้น นี่เป็นครั้งที่สามแล้วในรอบเดือนนี้ที่พันตำรวจตรีพิยุทธ ชนะพิชัยชิต ซึ่งเป็นสารวัตรสืบสวนสอบสวนได้เข้ามาประกบการทำงานของเขาทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเลย แต่ตำรวจหนุ่มก็ฝ่าฝืนไม่ได้ ในระหว่างรอเขาจึงถือโอกาสสอบถามญาตาวีเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องรถตู้ ทว่าหญิงสาวยังยืนยันตามเดิมว่าไม่รู้รายละเอียดอะไรเลยจริงๆ เพราะตอนที่มันพุ่งเข้ามาเธอกำลังหันหลังอยู่ ส่วนตอนที่ล้มลงไปแล้วก็หันไปมองไม่ทันอีกอยู่ดี ด้านวินธัยเองก็ให้คำตอบคล้ายๆ กัน

ห้านาทีจากนั้นมีรถกระบะคันหนึ่งวิ่งมาจอด นายตำรวจที่ก้าวลงจากรถดูแก่กว่าผู้หมวดจักรวุธราวห้าสิบปี แต่รูปร่างของเขายังล่ำสัน ท่าทางการเดินดูมีมาดอันเกิดจากการตั้งใจ เมื่อเขามาถึงเจ้าพนักงานทั้งสองนายต่างยืนตรงแล้วยกมือทำความเคารพ ผู้มาใหม่วันทยหัตถ์ตอบ

“ผมได้รับคำสั่งจากท่านผู้กำกับการเตโชดมให้มาช่วยดูแลคดีนี้” เขาแจ้งวัตถุประสงค์ในการมา “ช่วยรายงานให้ผมฟังหน่อยสิ”

ถึงร้อยตำรวจตรีจักรวุธจะไม่พอใจ แต่ตำรวจหนุ่มก็สามารถเก็บอาการได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่บอกเล่าเรื่องราวให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

“คุณเป็นคนพบศพใช่ไหมครับ” สารวัตรหันมาถามญาตาวี

“ใช่ครับ” ผู้หมวดแย่งตอบ

“นี่คือคุณญาตาวี อนุรักษ์สงบ ส่วนท่านนี้คือพันตำรวจตรีพิยุทธ ชนะพิชิตชัย ท่านเป็นสารวัตรสืบสวนสอบสวนของโรงพักเรา”

ญาตาวียิ้มให้ สารวัตรยิ้มตอบ

“ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ตำรวจ แต่ผมขออนุญาตคุยกับหมวดจักรวุธเป็นการส่วนตัวสักครู่นะครับ”

หญิงสาวไม่ขัดข้อง เธอเดินเลี่ยงมาที่รถ วินธัยยังยืนยู่ที่นั่น

“เฮ้อ...ถ้ารู้อย่างงี้ไม่มาจอดแถวนี้หรอก จะเสร็จเรื่องกี่โมงกี่ยามก็ไม่รู้” เธอบ่น แต่ไม่มีการตอบรับจากเพื่อน เธอจึงเบนความสนใจไปที่ตำรวจสองนายนั่นแทน ขณะนี้พันตำรวจตรีพิยุทธกำลังยืนเท้าสะเอว รับฟังคำของหมวดจักรวุธอยู่

ครู่หนึ่งสารวัตรก็เดินรี่กลับมาหาเธอ

“นี่คุณเป็นนักข่าวเหรอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่แทบไม่หลงเหลือความสุภาพ และเมื่อญาตาวีตอบรับก็โดนใส่ต่ออีกชุดว่า

“ถ้างั้นขอร้องเลยนะว่าอย่าเพิ่งเขียนข่าวอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมไม่อยากให้ประชาชนได้รับข้อมูลผิดๆ ไป สื่ออย่างคุณไม่เคยสนใจหรอกว่าข่าวที่ลงๆ ไปน่ะสร้างความเสียหายให้กับงานตำรวจมากแค่ไหน”

คิ้วของญาตาวีขมวดเข้าหากัน เธอยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนสารวัตรจะเข้าใจอะไรผิดเสียแล้ว

“ท่านกำลังพูดเรื่องอะไรคะ”

“เอ่อ...ผมจะบอกยังไงดีล่ะ” พันตำรวจตรีพิยุทธทำเป็นไม่ได้ยิน

“เอาเป็นว่าคืนนี้เราไม่ต้องการข้อมูลจากพวกคุณแล้ว ผมอยากให้คุณกลับไปเดี๋ยวนี้เลย อีกซักครู่ทีมนิติเวชจะเข้ามาเคลียร์พื้นที่ ผมไม่อยากให้ใครอยู่เกะกะ แต่ถ้าอยากมีอะไรสอบถามเพิ่มเติมผมจะติดต่อไปเอง หวังว่าคงเข้าใจและให้ความร่วมมือนะ” ประโยคสุดท้ายเหมือนเป็นการบังคับยู่กลายๆ

พูดจบเขาก็เดินกลับไป ทิ้งญาตาวีให้ยืนงงอยู่ตรงนั้น

“สงสัยแกจะง่วงนอนแฮะ” เธอพูดกับวินธัย

“เขาไล่แล้วก็กลับเถอะ” ชายหนุ่มเปิดประตูรถเข้าไปนั่งรอ เป็นจังหวะเดียวกับที่ร้อยตำรวจตรีจักรวุธเดินเข้ามา ผู้หมวดส่งยิ้มให้

“คราวนี้เป็นผมบ้างล่ะที่ต้องขอโทษ หัวหน้าผมเขาไม่ค่อยถูกกลับสื่อมวลชนน่ะครับ แต่อย่าให้เล่าเลยเรื่องมันยาว” ตำรวจหนุ่มยิ้มแบบขอความเห็นใจ

“จริงๆ ผมอยากสอบถามข้อมูลบางอย่างเพิ่มเติมจากคุณ แต่คืนนี้ก็ดึกมากแล้ว ผมอยากให้คุณสองคนกลับไปพักผ่อนก่อน แล้วพรุ่งนี้ผมจะติดต่อไปอีกครั้ง หวังว่าคงไม่ขัดข้องนะครับ” ถึงความหมายจะเหมือนกันแต่เห็นได้ชัดเลยว่าหมวดจักรวุธใช้ภาษาได้สละสลวยกว่าผู้บังคับบัญชาของเขามาก

“ผมรบกวนขอเบอร์โทร.ของคุณญาตาวีไว้ด้วยนะครับ”

หญิงสาวเปิดกระเป๋าสตางค์แล้วหยิบนามบัตรส่งให้

“ของคุณวินธัยล่ะครับ”

“ผู้หมวดติดต่อมาทางดิฉันก็แล้วกันค่ะ” เธอตัดบทเพราะขี้เกียจเห็นทั้งคู่โต้คารมกันอีก

“ขอบคุณอีกครั้งนะครับ” ร้อยตำรวจตรีจักรวุธยกมือแสดงความเคารพ

ญาตาวียิ้มตอบก่อนก้าวเข้าไปในรถ เธอเห็นวินธัยกำลังจ้องมองไปยังจุดเกิดเหตุอย่างไม่วางตา หญิงสาวนึกอยากพูดอะไรออกมา แต่อย่าดีกว่า เธอสตาร์ทรถแล้วเลี้ยวไปทางปากซอย และสวนทางกับรถของมูลนิธิฯ พอดี

นาฬิกาบอกเวลาตีหนึ่งห้าสิบห้านาทีแล้ว หญิงสาวแอบถอนหายใจเบาๆ ทำไมต้องมาเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้ด้วยนะ...

 

อ่านบทต่อไป

 

ผู้เขียน ศิรวินทร์ ฉิมเฉลิมวงศ์
สำนักพิมพ์เรนโบว์ (Rainbow) 

rainbow 2 comments The Dodecagon, ไขคดีลับ ราศีเพชฌฆาตร, นิยาย, สืบสวน,เรนโบว์ 20-10-2016 19:26:36

2 Comments

แสดงความคิดเห็น

กรุณากรอกข้อมูลที่มีเครื่องหมาย *

*