สืบสวนสอบสวน Detective
Alt text
The Dodecagon ไขคดีลับ ราศีเพชฌฆาตร เปิดแฟ้ม 1

 

หลังจากฟังเพลงที่วงดนตรีกำลังบรรเลงอยู่บนเวทีเล็กๆ นั่นไปได้แค่ครึ่งนาที ญาตาวี อนุรักษ์สงบ ก็ตระหนักได้ว่าเธอไม่ได้อิ่มเองกับดนตรีแจ๊สเลยสักนิดเดียว จะว่ามันไม่เพราะก็ไม่เชิง แต่เธอชอบเพลงที่มีเนื้อร้องมากกว่า และถ้าให้ดีควรเป็นเพลงไทยด้วย

หญิงสาวหันไปที่ประตูคนเข้าร้านอีกครั้ง ยังไม่มีวี่แววว่าเพื่อนจะมาถึงเลย ระหว่างนั้นเธอใช้ส้อมจิ้มไส้กรอกหมูชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน รสชาติของมันไม่ได้ต่างจากของที่มีในร้านสะดวกซื้อทั่วไป ทว่าราคานี้สิห่างกันลิบเชียว

เอาน่าคิดว่าช่วยเพื่อนทำมาหากินกันไป

ญาตาวียอมรับว่าแปลกใจไม่น้อยเมื่อรู้ข่าวว่ายอดชาย ชายสุดยอด เพื่อนชื่อสุดเชยสมัยเรียนมัธยมสามารถเปิดร้านเหล้าเล็กๆ ตามที่เคยปรารภเอาไว้ได้สำเร็จ เท่าที่ได้ข้อมูลจากวินธัย เชื้อพยัคฆ์ เพื่อนอีกคนซึ่งเธอกำลังนอนอยู่ ทำให้เธออดทึ่งกับการต่อเติมความฝันของยอดชายไม่ได้

ยอด วินและตัวเธอสนิทกันมากสมัยมัธยมปลาย เพราะถึงเธอจะเป็นผู้หญิงก็เป็นผู้หญิงแต่ตัว ส่วนนิสัยใจคอกระเดียดไปทางผู้ชายมากกว่า

ยอดชายกับวินธัยเป็นนักดื่มตัวยง พวกเขาหัดกินเหล้ามาตั้งแต่ม.4 มีอยู่ครั้งหนึ่งถึงขนาดแอบเอาเข้าไปกินในโรงเรียน แต่ก็หนีเวรกรรมไม่พ้น ถูกอาจารย์ฝ่ายปกครองจับได้และโดนทำทัณฑ์บนไว้ทั้งคู่ พวกเขาจึงใช้เวลาหลังเลิกเรียนร่ำสุราแทน ญาตาวีไม่อยากเชื่อเลยเหมือนกันว่าจะมีคนที่ทำตัวเสเพลได้ตั้งแต่ยังเด็กยังเล็กอย่างเจ้าสองคนนี้อยู่บนโลก แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ชอบไปนั่งรวมวงอยู่ด้วย พวกเขากินเหล้า ส่วนเธอกินกับแกล้ม

วันหนึ่งยอดชายประกาศต่อหน้าเพื่อนว่า ถ้าโตขึ้นเขาจะเปิดร้านเหล้า โดยมีคำกล่าวที่ว่า

“ไหนๆ ข้าต้องเปิดทุกวันอยู่แล้ว จะเงินไปเสียให้คนอื่นทำไมวะ”

ตอนนั้นเธอกับวินธัยไม่คิดว่าเพื่อนจะจริงจัง ยิ่งพอเรียนจบต่างก็แยกย้ายกันไปโดยแทบจะไม่เจอหน้าหรือคุยโทรศัพท์กันเลย พอมารู้อีกทีร้านในฝันของยอดชายก็เป็นสิ่งที่จับต้องไปได้เรียบร้อยแล้ว

“ไอยอดมันไปเป็นเซลล์ เที่ยวหลอกขายของเค้าทั่วแหละ มันพูดเก่งอยู่แล้วนี่” วินธัยบอกถึงที่มาของเงินทุน

“แต่มันลาออกแล้ว บอกว่าได้เงินพอเปิดร้านแล้ว”

ญาตาวีหันไปมองรอบๆ อีกครั้ง ร้านขนาดสิบห้าโต๊ะรวมกับเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งทั้งหมดนี้คงใช้เงินสักสี่ห้าแสนได้ เธอสังเกตเห็นว่าผนังทุกด้านถูกฉาบให้ไม่เรียบแบบจงใจ เคาน์เตอร์และบาร์เหล้าทำจากไม้เสียส่วนใหญ่ รูปภาพเก่าๆ ที่แขวนกระจายกันอยู่และตู้สองสามใบแบบย้อนยุค ดูเข้ากับเสียงดนตรีที่มีทั้งแบบเปิดจากแผ่นและเล่นสด หญิงสาวหยิบเมนูขึ้นมาพลิกอ่านอีกครั้ง ราคาและเครื่องดื่มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป ซึ่งถ้านับโดยรวมแล้วถือว่าโอเคสำหรับคนชอบร้านอาหารสไตล์นี้ แต่ไม่ใช่เธอแน่ๆ

ตอนนั้นเองที่มีคนเข้ามาขัดจังหวะความคิดเธอ

“ไอวี! ไปไงมาไงวะเนี่ย”

ญาตาวีหันไปตามเสียงทักนั้น ยอดชายดูแปลกตาไปจากเมื่อสิบปีก่อนพอควร เขาอ้วนขึ้นสักห้ากิโลกรัมได้ ผมยาวเกือบประบ่ากระเซอะกระเซิงเล็กน้อย ไว้หนวดเคราเฟิ้มตามสมัยนิยม ใส่เสื้อยืดกางเกงเลรองเท้าแตะอย่างกับอยู่บ้าน เขาเดินยิ้มแฉ่งเข้ามา เธอลุกขึ้นยิ้มตอบ ยอดชายเดินกางแขนออกเหมือนจะสวมกอดเธอ แต่กลับชะงักอยู่แค่นั้น

“ยังกอดกันได้น่า”

หญิงสาวบอก ทว่าเพื่อนส่ายหน้า

“ไม่กล้าวะ แกสวยขึ้นซะขนาดนี้”

หนุ่มเจ้าของร้านทำทีเป็นมองแบบหัวจรดเท้า ญาตาวีสูงเกือบร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ผมยาวสลวยถูกรวบไว้ด้านหลัง ดธอไม่แต่งหน้าเพราะไม่ชอบเครื่องสำอาง เสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนส์ที่ใส่ก็ไม่ได้รัดรูปตามแบบผู้หญิงทั่วไป และแน่นอนว่าเธอสวมรองเท้าผ้าใบ แต่แม้ภาพทั้งหมดนั่นจะส่งให้ดูภาพห้าวเกินหญิงไปหน่อย เธอก็ยังมีความน่ารักแฝงอยู่มากทีเดียว

“แล้วแกละทำไมอ้วนเป็นหมูอย่างงี้” ญาตาวีเอาคืนทันควัน

“แถมไว้หนวดยังกะโจร แต่งตัวไม่มีราศีสมเป็นเจ้าของร้านเลย”

ยอดชายทำหน้าดูแคลนเพื่อนก่อนพูดต่อ

“ไปอยู่ไหนว่าวะเนี่ย แบบนี้เค้าเรียกเป็นตัวของตัวเองหรอก เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เป็นทั้งนั้น”

“จ้า...” หญิงสาวตอบเสียงยาว แม้ไม่เจอกันมานาน แต่เธอไม่รู้สึกเลยว่ามิตรภาพที่เคยมีนั้นได้เจือจางไปเพราะตสายธารของกาลเวลา

“ใครบอกแกวะ” เจ้าของร้านถามต่อ

“วินนะสิ มันย้ำแล้วย้ำอีกให้มาเงียบๆ แกจะได้เซอไพรซ์”

“เซอไพรซ์บ้าอะไร เมื่อคืนมันยังมานั่งเมาเป็นหมาอยู่ตรงนี้เลย”

ยอดชายหัวเราะ แต่ญาตาวีถึงกับหน้าเด๋อเมื่อรู้ว่าถูกเพื่อนอำเข้าให้

“นั่นไง มันโผล่หัวมาแล้ว”

หญิงสาวมองไปที่ประตู ชายร่างผอมสูงคนหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สุดโทรม ตัดทรงผมสกินเฮด สวมแว่นตาขอบดำ รูปร่างหน้าตาไม่ได้มีอะไรที่ดึงดูดเพศตรงข้ามเลย แถมยังดูกวนบาทาอีกตังหาก

วินธัยเดินมาถึงเพื่อนทั้งสอง ถอดแว่นแล้วพับเหน็บไว้ที่คอเสื้อ จากนั้นจึงเริ่มจับจ้องญาตาวีอย่างไม่วางตา

“แม่เจ้า! นี่ไอวีเหรอ ทำไมน่ารักขึ้นขนาดนี้วะ ไม่เหลือเค้าทอมบอยเลยนะแก” เขากระพริบตาถี่ๆ ส่งท้ายให้อีก

“เออ ประชดกันเค้าไป” เธอแกล้งเสียงขรึม สงสัยทั้งคู่คงนัดกันไว้แน่ๆ

“ไม่ได้ประชดนะแกน่ารักขึ้นจริงๆ” วินธัยยังชมต่อขณะลงนั่ง

“แบบนี้ลงประกวดนางนพมาศได้เลย”

“ย่ะ” เธอแยกเขี้ยวใส่

ทั้งสามพูดคุยกันอีกเล็กน้อย ก่อนที่ยอดชายจะขอตัวไปพบปะกับลูกค้าโต๊ะอื่นบ้าง

“กินเต็มที่เลยนะวี มื้อนี้ฟรี”

เจ้าของร้านบอกขณะลุกขึ้นยืน หญิงสาวจึงหันมาทางวินธัย

“แกสั่งเถอะ” เธอว่า

ชายหนุ่มยิ้มให้ยอดชาย

“อาหารก็แล้วแต่เอ็งจะจัดมาเถอะ ส่วนเครื่องดื่มเอาแบบเมื่อคืน”

“ได้แต่เอ็งห้ามอ้วกอีกนะ” เพื่อนรักสัพยอกส่งท้าย

******

ว่ากันว่าสิ่งที่จะช่วยส่งเสริมการดื่มสุราให้มีความสุขยิ่งขึ้นนั้นมีด้วยกันหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้วยรสชาติของตัวเหล้าเอง เพื่อนร่วมวงที่ถูกคอ บรรยากาศรอบตัวที่เป็นใจ และอาจรวมไปถึงแกล้มที่ถูกปากด้วย

โชคดีที่คืนนี้โต๊ะของญาตาวีมีองค์ประกอบเหล่านี้อยู่อย่างน้อยสองประการ

อาหารหลายอย่างในร้านของยอดชายรสชาติถูกปากใช้ได้ แถมเธอยังมีเพื่อนมาร่วมโต๊ะเพิ่มเติมอย่างไม่คาดคิดมาก่อน วินธัยโทรศัพท์ไปตามภากร ฤกษ์ฤทธิเดช ซึ่งเป็นเพื่อนในกลุ่มอีกคนให้ออกมานั่งดื่มด้วยกัน ภากรอายุมากกว่าทุกคนสามปี เหตุที่เขาเข้าเรียนช้ากว่าใครก็เพราะตอนเด็กๆ ไปอยู่เมืองนอกมา และด้วยความที่เป็นคนฝีปากจัดจ้าน คำพูดของเขาจึงสร้างความเมามันให้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการดื่มเลยทีเดียว

“ไม่อยากเชื่อเลยว่าแกจะเป็นนักข่าว ไปหัดนิสัยชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” ภากรกัดญาตาวีเบาๆ

“อยากเป็นตายล่ะ พอดีฉันเพิ่งลาออกจากที่เก่ามาแล้วยังหางานถูกใจไม่ได้ ลุงก็เลยช่วยฝากให้ คงต้องทนๆ ทำไปก่อนละ” เธอทำหน้าแบบเซ็ง “จริงๆ กับเนื้องานน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ยายเจ๊ดาซึ่งเป็นกระเทยหัวหน้ากองบรรณาธิการนี่สิที่สุดๆ ไปเลย”

“คนไม่มีฝีมือก็อย่างงี้แหละ” ภากรหัวเราะแล้วหันมาทางวินธัยบ้าง

“เอ็งล่ะเมื่อไหร่จะมีเมียซักทีวะ”

ผู้ถูกพาดพิงไม่ตอบอะไร เลยโดนต่ออีก

“แบบนี้ระวังของบางอย่างมันจะใช้การไม่ได้นะโว้ย”

คราวนี้วินธัยไม่ยอมแล้ว “เอ็งอยากลองหรือเปล่าล่ะ” เขาหัวเราะ “ว่าแต่เอ็งเหอะ มรดกพ่อหมดเมื่อไหร่คงต้องไปแย่งข้าวหมากินแหงๆ”

“ยากวะเพื่อน ข้ามันคนใช้เงินเป็น แล้วข้าก็เคยทำงานด้วยนะ”

“แกนะเหรอทำงาน” ญาตาวีไม่อยากเชื่อ เธอรู้อยู่ว่าภากรมีเงินใช้เหลือเฟือ พ่อเขาเป็นนักธุรกิจพันล้าน แถมยังรักแล้วตามใจลูกชายคนเดียวคนนี้อย่างที่สุด ขนาดที่ว่าภากรขอเงินไปถลุงเล่นล้านสองล้านก็ยังเซ็นเช็คให้โดยไม่อิดออดแม้แต่นิดเดียว

“เออสิ แกจำไอหนิงได้ไหมล่ะ มันติดต่อให้ฉันไปทำรีเสิร์ชเรื่องใช้บัตรเครดิตน่ะ ก็พวกบริษัทรับทำวิจัยทางการตลาดไง พวกนี้จะรับงานมาจากผู้ผลิตสินค้าอีกที แล้วก็มาหาคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไปนั่งคุยว่าพอใจมากน้อยแค่ไหนอะไรแบบนี้”

ภากรอธิบายสั้นๆ เมื่อเห็นวินธัยทำหน้าไม่เข้าใจ

“ข้าไปนั่งโม้อยู่สองชั่วโมงได้มาตั้งสองพันแน่ะ แถมพอตอนขากลับนะยังได้ของฝากอีก”

“ของฝากอะไรวะ” วินธัยสงสัย

“เบอร์หญิงสิเพื่อน ประชาสัมพันธ์ที่นั่นนะแบบว่าน่ารักชิบเป๋งว่ะ ข้าก็เลยลองเข้าไปหลีดู แป๊ปเดียวเธอให้นามบัตรมา” ภากรยักคิ้วแล้วยกแก้วขึ้นดื่ม อีกสองคนสบตากันก่อนยิ้มแบบเอือมๆ ปนอิจฉาที่เพื่อนยังใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญโดยไม่ต้องกังวลกับอะไรอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

ภากรวางแก้วลง ตาจ้องมองขวดเหล้าที่ว่างเปล่า

“เหล้าหมดนี่หว่า ไอยอดมันดูแลลูกค้ายังไงวะ เดี๋ยวปั๊ดโทร.บอกให้พ่อมาเทกโอเวอร์กิจการแม่งเลยนี่” เขายังมันปากต่อไป ก่อนพยักหน้ากับเพื่อนทั้งสองเป็นทำนองว่าเหล้าเพิ่มอีกกลมนะ ซึ่งไม่มีใครขัดข้องประการใด

******

เที่ยงคืนกว่า เหล้าหมดกลมลงอีกรอบ แต่คราวนี้วินธัยกับภากรต่างเมามาย ทั้งคู่เริ่มพูดไม่เป็นภาษาคน ส่วนญาตาวีที่ถูกบังคับให้ดื่มไปสองแก้วก็ชักง่วงแล้ว

เมื่อลูกค้าโต๊ะสุดท้ายเช็กบิล ยอดชายก็เดินมาร่วมวงด้วยอีกครั้ง เจ้าของร้านมองเพื่อนอย่างชอบใจ รู้สึกมีความสุขที่เห็นพรรคพวกเมาหนักขนาดนี้แต่ยังประคองตัวเองไหวอยู่ คนที่น่าห่วงสำหรับเขาตอนนี้คือญาตาวีมากกว่า

“แกจะกลับยังไงวะ” ยอดชายถาม

“ฉันขับรถมาแต่ จอดอยู่อีกซอยนึง”

“งั้นฉันเดินไปส่งแกดีกว่า ส่วนไอขี้เมาคู่นี้ก็ทิ้งไว้นี่แหละ”

“เฮ้ๆ…เอ็งว่าใครเมาวะไอยอด ถ้ากินแค่นี้เมา ข้ากินนมดีกว่า” ภากรเสียงลั่น แถมตบท้ายด้วยการเรอเอิ้กใหญ่อีกต่างหาก

“ช่าย…” วินธัยสมทบด้วยเสียงอ้อแอ้ “ไม่เชื่อไปเอามาต่ออีกกลมสิ”

“แกสองคนพอเหอะ เดี๋ยวก็ได้ตามกันพอดี” ญาตาวีปราม เธอสะพายกระเป๋าพร้อมแล้ว “ฉันไปก่อนแล้วกัน ไว้นัดกันใหม่ครั้งหน้า”

พอเธอยืน วินธัยก็ยืนด้วย

“ฉันกลับด้วยพรุ่งนี้มีงานเข้า”

“แล้วยังจะเมาขนาดนี้เนี่ยนะ” หญิงสาวส่ายหัวและหันหลังออกจากโต๊ะ แต่ยังไม่ทันได้เดินออกก็มีมารผจญเสียก่อน ภากรส่งเสียงคำรามต่ำๆ ก่อนอ้าปากปล่อยระเบิดอาเจียนพุ่งกระจายออกมา

“ไอห่ากร!” ยอดชายตะโกน แต่ผู้ก่อเหตุไม่รับรู้อะไร ซ้ำยังถลาลงไปนอนสบกองอ้วกของตัวเองด้วย

“กูว่าแล้วเชียว” เจ้าของร้านเกาหัวแกรก เขาหันไปมองเด็กเสิร์ฟสองคนที่ยืนตะลึงอยู่ จะใช้ทั้งคู่ช่วยเก็บซากก็ใช้ที่ สงสัยคงต้องปล่อยเลยตามเลยไปก่อน

“เดี๋ยวฉันเดินไปเองก็ได้ แกอยู่จัดการทางนี้เถอะ” ญาตาวีพูด เธอเข้าใจสถานการณ์ดี

ยอดชายหันมาพยักหน้าแบบขอบคุณที่ช่วยหาทางออกให้

“แกระวังไอ้วินอีกคนเถอะ”

“ไม่ต้องห่วงข้าเลยไอ้ยอด เอ็งลืมไปแล้วเหรอว่าข้าน่ะระดับเทพ” วินธัยยืนแอ่นหน้าแอ่นหลัง แล้วรีบตามญาตาวีไปติดๆ

ยอดชายมองทั้งสองไปจนลับตา ก่อนหันกลับมามองเพื่อนอีกคนที่นอนหลับสนทอยู่บนพื้น เขายิ้มออกมาอีก...เหล้านี่นะไม่ใช่น้ำเปล่า...จะได้กินแล้วไม่เมา

******

ญาตาวีมาสำนึกได้ว่าไม่ควรจอดรถไว้ในซอยนี้เลยก็ตอนที่เดินกลับเข้ามานี่เอง ถึงจะมีแสงสว่างจากหลอดไฟบนเสาไฟฟ้าอยู่บ้าง แต่ร้านอาหารสองสามร้านที่เคยคึกคักเมื่อช่วงหัวค่ำนั้นปิดเงียบไปแล้ว วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างตรงหน้าปากซอยก็ไม่เหลือใครอยู่เลย บังคับให้ตลอดทางเงียบเชียบอย่างกับซอยร้าง สภาพการณ์แบบนี้สร้างความหวั่นใจให้เธอพอสมควร รู้สึกห่วงตัวเองและรถที่จอดไว้กลางซอย ไม่รู้ป่านนี้มันยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า

คิดได้แบบนั้นหญิงสาวจึงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น

“เดินช้าๆ หน่อยสิวะไอ้วี” วินธัยตะโกนไล่หลังมา ญาตาวีถึงกับชะงัก เธอลืมไปเลยว่ามีเขาร่วมทางมาด้วย หญิงสาวหันกลับ แต่พอเห็นสภาพของเพื่อนแล้วยิ่งเหนื่อยใจหนัก ชายหนุ่มเดินโซซัดโซเซเป็นเรือไม่มีหางเสือเลยทีเดียว

“แกก็เดินให้มันตรงๆ สิ ไม่ใช่ส่ายเป็นงูแบบนี้” เธอจะกำลังหัวเราะ แต่พอนึกต่อไปว่าเดี๋ยวเขาต้องเข้าไปนั่งในรถเธอด้วยก็ขำไม่ออกแล้ว

“อะไร ใครเมา แค่นี้เด็กๆ” วินธัยยังปากดี แม้เริ่มรู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาเหมือนกัน

“จ้ะ...งั้นช่วยเดินให้เร็วกว่านี้หน่อยนะ ฉันเป็นห่วงรถ...” หญิงสาวหยุดพูดเมื่อเห็นเพื่อนหน้าตาตื่น

“ระวัง!”

วินธัยร้องลั่น และก่อนที่รถตู้ซึ่งวิ่งมาโดยไม่เปิดไฟหน้าคันนั้นจะพุ่งมาถึงตัว เขาก็โดดไปคว้าแขนญาตาวีแล้วดึงร่างเธอหลบลงข้างทาง จนล้มก้มจ้ำเบ้าด้วยกันทั้งคู่ ชายหนุ่มรีบหันไปดู แต่รถคันนั้นยังคงบึ่งไปข้างหน้าโดยไม่ยอมลดความเร็วลง ความมืดทำให้มองไม่เห็นป้ายทะเบียนและเพียงอึดใจมันก็วิ่งหายไปจากสายตา

วิรธัยไม่เป็นอะไรมาก เขาค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วส่งมือให้ญาตาวีจับแต่หญิงสาวยกลับนั่งนิ่งเพราะยังใจหายใจคว่ำกับเหตุการณ์เมื่อครู่ เธอไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น มันรวดเร็วจนไม่มีเวลาตั้งตัว ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเรียกอุบัติเหตุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดมาก่อนและทำไมเราจึงป้องกันมันไม่ได้

“ไอ้บ้าเอ๊ย! ขับรถดันไม่เปิดไฟหน้า เมาแหงๆ เลย” หญิงสาวสบถเมื่อตั้งสติได้ เธอเริ่มรู้สึกแสบที่มือและปวดเล็กน้อยที่บริเวณก้นกบ

“ขอบใจนะวิน เกือบเป็นผีเฝ้าถนนแล้วไง” ญาตาวียืนขึ้นบ้าง

แม้เรื่องจะผ่านไปแล้วแต่เธอยังใจคอไม่ดี จึงก้าวเท้ายาวขึ้นเมื่อเริ่มออกเดินอีกครั้ง ส่วนวินธัยก็เริ่มจ้ำตามมาติด ๆ เช่นกัน และเมื่อเข้าไปในรถแล้วหญิงสาวก็นั่งนิ่งๆ พลางสูดลมหายใจยาวๆ อีกหลายครั้งเพื่อเรียกสมาธิคืนมา เธอนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครองอยู่ในใจ จนเมื่อจิตเริ่มสงบดีแล้วจึงบิดกุญแจสตาร์ตเครื่องยนต์ ก่อนเลี้ยงรถออกไปทางท้ายซอย

แต่แล้วก็มีเหตุให้เธอต้องเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน

ญาตาวีกำพวงมาลัยไว้แน่นขณะจ้องเขม็งไปที่พื้นถนน เธอเริ่มตัวสั่นเมื่อเห็นว่ามีอะไรบางอย่างขวางทางอยู่ มันห่างจากรถเธอไปราวเจ็ดเมตร หญิงสาวหรี่ตามองพร้อมกับหายใจแรงขึ้น ถ้าเดาไม่ผิดสิ่งที่เธอเห็นอยู่นั้นคือร่างมนุษย์

ญาตาวีปากคอสั่น แล้วถามออกมาด้วยเสียงขาดๆ หายๆ

“วิน...แก...เห็น...นั่น...หรือเปล่า”

ชายหนุ่มเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่งสียงอือเบาๆ

“แกว่า...เขาตายหรือยัง” ภาพของรถตู้คันที่เกือบพุ่งชนเธอเมื่อครู่ย้อนกลับเข้ามาในหัว หญิงสาวพอเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

วินธัยไม่พูดอะไร แต่จู่ๆ เขาก็เปิดประตูแล้วเดินตรงไปที่ร่างนั้น ญาตาวีไม่แน่ใจว่าเพื่อนจิตแข็งหรือเมากันแน่ เธอเห็นเขาควักบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง ชายหนุ่มยืนอยู่เหนือร่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนเดินกลับมาบอกว่า

“เราต้องแจ้งตำรวจแล้วล่ะ”

ญาตาวีรู้สึกหูอื้อและมีอาการวูบวาบในหัว เธอหลับตาแล้วหายใจถี่ๆ โดยแทบไม่ได้ยินประโยคต่อไปของวินธัย

“ยืมโทรศัพท์หน่อย ของฉันเงินหมดพอดี”

 

อ่านบทต่อไป

 

ผู้เขียน ศิรวินทร์ ฉิมเฉลิมวงศ์
สำนักพิมพ์เรนโบว์ (Rainbow) 

rainbow 1 comments The Dodecagon, ไขคดีลับ ราศีเพชฌฆาตร, นิยาย, สืบสวน,เรนโบว์ 20-10-2016 19:48:56

1 Comments

แสดงความคิดเห็น

กรุณากรอกข้อมูลที่มีเครื่องหมาย *

*