แฟนตาซี Fantacy
Alt text
จ้าวจตุรทิศ2 ภาคอาศิรวิษ บทที่ 10 โดมพิพากษา

ตะวันใกล้จะตกดินแล้วขณะที่ชายร่างสูงในชุดสีดำสนิทยืนนิ่งอยู่ริมระเบียงโล่งที่มีขอบกันตกสูงเพียงแค่ข้อเท้า แสงอาทิตย์สีส้มย้อมหลังคาอาคารในศิลาลัยกลายเป็นสีแดงสดราวโลหิต บุรุษผู้ยืนต้านลมอยู่บนยอดหอคอยสูง หลับตาลง ลางร้ายเช่นนั้นหรือ?

เมื่อเขาลืมตาขึ้นจึงปรากฏจุดสีดำบนท้องฟ้า ในคราแรกมันมีขนาดเล็กมากจนไม่อาจเดารูปร่างและขนาดที่แท้จริงได้ หากในเวลาเพียงครู่เดียวมันกลับมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเห็นชัดเจนเป็นการบ่งบอกทางอ้อมว่าวัตถุนี้เคลื่อนเข้าใกล้ศิลาลัยด้วยความเร็วอย่างยิ่งยวด ทว่าที่สำคัญมันมุ่งตรงมายังหอคอยจาตุรันต์อันเป็นที่พำนักของจอมเทพโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ดวงตาคมจัดของวิษณุวัติพลันเปล่งประกาย พร้อมๆ กับเสียงตะโกนของทหารรักษาการประจำศิลาลัย พลันปรากฏหน่วยวิหคกาฬของเทวรักษ์แห่งจอมเทพพุ่งพรวดขึ้นมาจากลานบินทิศตะวันตกอย่างรวดเร็วเพื่อสกัดผู้บุกรุกด้วยเกรงว่าอาจเป็นภัยต่อนครหลวงหรือโลกาธิบดี

 “ไม่ต้อง!” เสียงจอมเทพดังสะเทือนลงมาจากยอดหอจาตุรันต์ เมื่อได้ยินคำสั่งห้ามเหล่าวิหคกาฬจึงชะลอความเร็ว หนึ่งในหัวหน้าหน่วยเวหาบินย้อนกลับมารับคำสั่งใหม่จากโลกาธิบดีที่ยืนอยู่ริมระเบียง

“นั่นคือสดายุของศิษย์ข้า ปล่อยให้มันบินเข้ามา” วิษณุวัติสั่งการ จากนั้นแทนที่หน่วยวิหคของจอมเทพจะบินออกไปสกัดผู้บุกรุกกลับกลายไปบินเพื่ออยู่รอบๆ เพื่ออารักขาให้สดายุของศิษย์เอกจอมเทพมาถึงลานปักษาที่ตั้งอยู่ภายในนครอย่างปลอดภัย

เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเจ้าจึงไม่ได้รอคำสั่งอยู่ในปราสาทจันทรคราส

จ้าวแห่งศิลาลัยนึกหวั่นอยู่ในใจ ขณะที่รามิตกลับมาพร้อมกับลางร้าย....

 

......

 

ห้องตัดสินความนั้นใหญ่เกินกว่าจะเรียกแค่เพียงว่าห้องธรรมดา

ขนาดของมันน่าจะเรียกว่าเป็นโถงประชุมมากกว่า ห้องโถงรูปวงกลมปูด้วยแผ่นหินอ่อนสีขาวที่มีลายน้ำสีเขียวเทา ผนังกรุด้วยแผ่นหินสีขาวขุ่น ตกแต่งด้วยทองคำสลัก หลังคาโค้งเป็นรูปโดมทรงครึ่งวงกลมยกสูงจนคนที่ยืนอยู่ข้างล่างต้องแหงนคอขึ้นตั้งบ่าหากจะมองดูภาพจิตรกรรมที่วาดอยู่บนหลังคา ซึ่งเป็นเรื่องราวของท่านปากันต์จ้าวแห่งบาดาลผู้เกริกไกรในฤทธีที่สุดในแดนใต้ เพราะนอกจากจะเป็นผู้ก่อตั้งมายาเลแล้วท่านปากันต์ยังเป็นจ้าวเทวาทิศแห่งแดนใต้ที่สามารถขึ้นถึงตำแหน่งโลกาธิปเทวี

ทันทีที่บุษบรรณที่ถูกขนาบข้างด้วยนายทหารสวมเกราะสะท้อนมนตราก้าวเข้ามาในที่ประชุม สรรพเสียงต่างๆ กลับเงียบลงในทันใด ทุกสายตาจ้องมองมาที่เธอเพียงผู้เดียวในห้องนั้น เทพทิศเหนือประจันหน้ากับเหล่าเทพซึ่งนั่งกระจายกันอยู่บนที่นั่งชั้นแรกและชั้นสองของหอประชุม ในจำนวนนี้เธอเห็นหัสรังสีนั่งรวมอยู่ด้วย ส่วนที่นั่งชั้นที่สามซึ่งเป็นบัลลังก์ของผู้พิพากษาในชุดขาวทั้งหมดนั่งประสานมือกันไว้ที่หน้าโต๊ะของตนเอง ส่วนที่ถัดขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคือบัลลังก์สมุทรมณี

บังลังก์ที่ควรจะถูกครอบครองโดยจ้าวเทวาทิศแห่งแดนใต้

เมื่อนายทหารประจำห้องตัดสินความตรวจดูความแข็งแกร่งและลงคาถาเพื่อป้องกันมนตราดีแล้ว จึงพากันถอยหลังออกไป ปล่อยให้เทพนักรบยืนอยู่เพียงลำพัง วาริชผู้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่แห่งมายาเลสวมชุดคลุมสีขาวคาดแดงลุกขึ้นทำความเคารพต่อเหล่าผู้เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีจึงกล่าวนามและฐานะของตนเอง จากนั้นจึงหันไปทางบุษบรรณ สายตาของเด็กสาวจ้องเขม็งไม่มีทีท่าแสดงถึงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอเอ่ยนามและฐานะของตนเองอย่างทะนงตน

 “ข้าคือบุษบรรณ แห่งป้อมนักล่า เทพนักรบแห่งภูระ”

 “เจ้ารู้หรือไม่ว่า เจ้าถูกนำตัวมายังสถานที่นี้ด้วยเหตุใด?” วาริชถาม

 “นั่นเป็นข้อหาที่พวกท่านตั้งขึ้นมาเอง ใครจะไปทราบได้”

 “สาวน้อยแห่งเผ่านักรบ เจ้าควรจะให้ความร่วมมือกับเรามากกว่านี้ มิฉะนั้นเจ้าอาจจะต้องได้รับโทษโดยยังไม่ทันได้มีการพิจารณา” เมื่อได้พูดให้สติแก่เด็กสาวแล้ว วาริชก็กล่าวต่ออย่างใจเย็น

 “ข้อแรกให้เจ้าตอบความจริงออกมา ทั้งสภาแห่งนี้จะเป็นพยานให้เจ้าเอง ไม่ต้องกลัวสิ่งใด ข้าจะให้การรับรองว่าจะไม่มีใครมาทำร้ายเจ้าได้ เอาล่ะ… ครั้นเมื่อวันโลกาธิบดีเฉลิมฉลองคทาเทพ เจ้าและสาวกดำคนหนึ่ง มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับท่านกัญหาใช่หรือไม่?”

“นั่นเป็นเพราะมันหาเรื่อง...”

ยังไม่ทันจบประโยค กลับมีเสียงโต้ตอบหนึ่งดังออกมาจากแถวผู้ร่วมฟังการพิจารณาคดี

“เจ้าอหังการนัก! ที่ลูกข้าต้องสาหัสเป็นตายเท่ากันก็เพราะเจ้าร่วมมือกันทำร้าย ท่านวาริชโปรดสั่งลงโทษมันอย่างหนัก!” ผู้พูดคืออดีตจ้าวแห่งบาดาลที่โดนปลดหลุดจากตำแหน่งกลางคัน เพราะไม่อาจใช้คทาแห่งบาดาลเมื่อสมุทรคทาทิศหนึ่งในสี่อาวุธแห่งเทพอาณาจักร คืนอำนาจสูงสุด

เมื่อพูดจบเขาก็ก้มศีรษะลงซบหน้ากับฝ่ามือตนเอง พูดพร่ำถึงลูกชายไม่หยุด ข้างๆ กันนั้นคือปัญจาปน้องชายของกัญหาที่ไม่มีส่วนใดเหมือนพี่ชายเลย  รอบห้องประชุมบังเกิดเสียงพึมพำไปทั่ว วาริชส่ายศีรษะช้าๆ แสร้งทำเป็นถอนใจก่อนจะพูดด้วยท่าทีที่คุกคามน้อยลง

“ท่านหญิงบุษบรรณ...ขอให้ตอบตามตรง การบุกรุกเขตศิลาลัยฝ่าฝืนการใช้เวทต้องห้าม ซ้ำยังเป็นช่วงที่มีการรักษาการณ์อย่างแน่นหนา ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะสามารถก่อการได้เพียงลำพัง”

บุษบรรณนิ่งเงียบ ก่อนจะกล่าวอย่างเหลืออด “ก่อการลำพังสิ่งใดกัน? เรื่องในคืนนั้นมันไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น จะมีเรื่องก่อการได้อย่างไรกัน? หากจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นเพราะท่านต้องการให้เกิดขึ้นเอง”

ทันใดนั้น วาริชตบโต๊ะเสียงดัง

“เทพนักรบอย่าคิดว่าเจ้าเป็นน้องของท่านบังสูรย์ผู้เป็นหัวหน้านักรบทั่วบุราทิศแล้ว มายาเลจะไม่กล้าลงทัณฑ์เจ้า จงอย่าได้เฉไฉนอกเรื่อง ยอมรับมาเถอะว่าเจ้าร่วมมือกับสาวกดำ ให้เขามาทำร้ายกัญหาโดยการใช้เวทสายฟ้า”

เมื่อวาริชพูดจบ บังเกิดเสียงดังเซ็งแซ่รอบห้องโถง หัสรังสีมองบรรยากาศรอบห้องอย่างพึงพอใจ..เขาเพ่งมองไปที่บุษบรรณ จะว่าไป...ก็น่าเสียดายเหมือนกัน

วาริชยังคงถามคำถามต่อไปโดยไม่ลดละ “ข้าได้ตรวจสอบมาแล้วว่า เขตเวทมนตร์ที่คลุมเมืองศิลาลัยไม่มีส่วนใดที่โดนทำลาย ฉะนั้นผู้ที่ลงมือย่อมมาจากภายใน...และผู้ที่สามารถใช้เวทอภิฆาตนั้นย่อมเป็นพวกสาวกดำแห่งรัตติกาลอย่างแน่นอน”

“พวกท่านดีแต่หาคนผิด มองเหตุแต่ด้านเดียว”

“เจ้ามีความผิดแสนสาหัสอยู่แล้ว ขืนยังปากแข็งอยู่เช่นนี้ ข้าจะส่งเจ้าไปขังในโดมน้ำจนสิ้นพละมนตรา!” วาริชประกาศก้อง

หากทันใดนั้น

“ช้าก่อนทุกๆท่าน”

เมื่อได้ยินเสียงห้ามและผู้พูด วาริชถึงกับหยุดค้าง รวมไปถึงผู้ที่อยู่รอบห้องตัดสินความ

เสียงไม้เท้าดังสะท้อนเป็นจังหวะ พร้อมกับร่างที่ผ่ายผอมซึ่งเจ้าตัวพยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อข่มอาการป่วยของตนเองไว้ หัสรังสีสะบัดศีรษะกลับจากอาการชะเง้อมอง จมร่างกับเก้าอี้ตนเองแน่น ราวกับอยากจะหายลับเข้าไปใต้พนักพิง หรือไม่ก็ภาวนาไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็นตน ทิวากาลกระแอมขึ้นเบาๆ เส้นผมสีเทาสะท้อนแสงภายในโดมราวกับเทพแห่งแสงสว่างแลดูน่าเลื่อมใสอย่างบอกไม่ถูก แต่ถึงบัดนี้ก็ยังมีชาวเทพในมายาเลบ้างที่ไม่รู้ว่าความจริงทิวากาลคือสุริยเทวา ต่างพากันแปลกใจว่าเหตุใดฤษีพิการที่รับจ้างบันทึกอักษรที่หอบันไดร้อยขั้นนั้นไยมีสิทธิมาปรากฏกายที่โดมพิพากษาได้โดยไม่มีการขัดขวาง

เขากล่าวขอบใจมัสลินหญิงผู้ดูแล แล้วจึงก้าวขึ้นมายืนตรงหน้าแท่นของวาริช

“ท่านทิวา ข้าคิดว่าท่านไม่....” เสียงของข้าหลวงใหญ่ขาดหาย “ช่างเถอะ ท่านมาก็ดีแล้ว เรากำลังพิพากษาผู้ต้องหาของเรา”

ทิวากาลมองไปยังบุษบรรณ เขายิ้มให้เธอนิดหนึ่งอย่างให้กำลังใจและคล้ายจะบอกทางอ้อมว่าเขายืนอยู่ฝ่ายไหน เทพตะวันออกผายมือไปยังเด็กสาว “ท่านจะบอกข้าหรือว่าสาวน้อยผู้น่ารักนี้ บังอาจร่วมมือทำร้ายท่านกัญหาแห่งสมุทรา นี่คือหลักฐานที่ท่านอุตส่าห์เชิญข้ามาพิสูจน์เช่นนั้นหรือ?”

วาริชถอนหายใจยาว “ข้ารู้ว่ามันไม่น่าเชื่อ แต่ว่าเราพบหลักฐานอีกอย่างที่ทำให้แน่ใจว่า เธอเกี่ยวข้องกับการผู้ใช้เวทอภิฆาต”

ทิวากาลขมวดคิ้วและนิ่งรอฟัง จากนั้นข้าหลวงใหญ่จึงทบทวนเหตุการณ์ตั้งแต่การวิวาทะบนลานพลุไฟ การตามมาล้างแค้นในภายหลัง รวมทั้งชี้แจงว่าเขาได้ให้เทพตุลาการทำการตรวจสอบมนตร์ครอบเมืองของศิลาลัยแล้วพบว่าไม่มีส่วนใดถูกทำลาย

“ดังนั้นคนร้ายน่าจะเป็นผู้ที่อยู่ในศิลาลัยก่อนแล้ว” เขาสำทับแล้วกล่าวต่อ “รวมทั้งร่องรอยที่เหลือของธุลีเวทในที่เกิดเหตุ และผลการตรวจสอบจากหอหลวงก็ระบุว่าผู้ที่เสียชีวิต ตายด้วยการใช้เวทอภิฆาตที่ทรงพลังอย่างยิ่ง จนทำให้ร่างกายฉีกขาดเป็นชิ้นๆ”

ทิวากาลพยักหน้า “เข้าใจล่ะ ท่านจึงคิดเอาว่าผู้ที่ใช้เวทอภิฆาตนั้นคือสาวกดำของแดนตะวันตก ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ศิษย์ของจอมเทพมีเหตุวิวาทกับกัญหาพอดี...ช่างประจวบเหมาะดีแท้”

บุษบรรณทำท่าจะอ้าปากเถียง หากเทพตะวันออกรีบชิงตัดหน้าเสียก่อน

 “แต่ทว่าข้าพบข้อบกพร่องอย่างหนึ่ง” ช่วงครู่หนึ่ง นัยน์ตาโศกของทิวากาลพลันฉายแววแห่งความเป็นบัณฑิตเอก หากทิวากาลไม่ได้สละฐานะเทพตะวันออก ป่านนี้เขาอาจเป็นเทพบัณฑิตที่เชี่ยวชาญเรื่องเวชศาสตร์จนมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมืองไปนานแล้ว

“จะมีได้อย่างไร? ท่านก็รู้...ใครๆก็รู้ บุษบรรณน้อยของเราไม่อาจใช้มนตร์ประหลาดวิปริตนี้ได้ นอกจากแดนตะวันตก หรือท่านจะมีข้อพิสูจน์อื่น” วาริชแย้งกลับ

“แสดงว่าหากข้าพิสูจน์ได้ว่า อาจมีชาวเทพผู้มีจิตใจต่ำทรามร่ายเวทเช่นเดียวกันนี้และลอบทำร้ายกัญหาเพื่อโยนความผิดให้ศิษย์เอกจอมเทพ ท่านจะยอมปล่อยเธอหรือไม่?”

วาริชขมวดคิ้ว เขาเหลือบมองขึ้นไปยังหัสรังสีคล้ายขอความเห็น หากฝ่ายนั้นเองก็ดูเหมือนไม่เข้าใจการกระทำของลุงของเขาเช่นกัน ดูไปแล้วอนุตราทิตย์แห่งตะวันออก อยากจะลุกหนีออกไปจากห้องตัดสินความนั้นด้วยซ้ำ ความจริงทั้งสองนี้ไม่ได้ต้องการลงโทษบุษบรรณเลย แม้วาริชจะกล่าวอย่างออกหน้าว่าไม่เกรงต่อศักดิ์ศรีเทพนักรบทว่าในส่วนลึกเขาย่อมไม่เสี่ยงกับการเป็นศัตรูกับเผ่าเทพนักรบที่กระจายตัวอยู่รอบบุราทิศ  เพราะเมื่อเกิดเรื่องกับเทพนักรบตระกูลหนึ่ง สายตระกูลที่เหลือจะรวมตัวกันไม่ยาก เทพนักรบเพียงตระกูลเดียวอาจไม่ร้ายกาจอะไรนัก แต่หากเผ่าทั้งหมดรวมตัวกันเมื่อไหร่....ทั้งหมดจะกลายเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งจนไม่อาจต้านทานได้ ดังนี้ที่ผ่านมาทุกครั้งโลกาธิบดีจึงต้องกำหนดให้ผู้เป็นหัวหน้าเทพนักรบต้องสาบานตนว่าจะภักดีต่อจอมเทพแห่งศิลาลัย

ที่เสี่ยงยอมจับตัวเธอมาก็เพียงเพื่อบังคับให้สาวกดำยอมเปิดเผยตัวเท่านั้น แต่เหตุใดผู้ที่ก้าวเข้ามากลับเป็นท่านทิวากาลแห่งตะวันออก ผู้ที่เขาไม่เคยคิดจะเป็นศัตรูแม้แต่น้อย

หากในที่สุดวาริชยอมเสี่ยง “หากมีชาวเทพผู้นั้น...ข้าต้องนำมาพิจาณาใหม่แน่นอน แต่ชาวเทพผู้นั้นอยู่ที่ไหนกันเล่า?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นทิวากาลหันไปสั่งหญิงรับใช้ “มัสลิน ช่วยข้า...” เขาพูดพลางเปลื้องเสื้อคลุมคลุกฝุ่นแสนสกปรกตัวนอกออก ในคราแรกเธอนิ่งงันไม่ยอมก้าวทำตามคำสั่งอย่างปกติทว่าเมื่อเห็นสายตาจ้องเขม็งเป็นเชิงบังคับเธอจึงจนต้องยอมรับเสื้อคลุมสีเทาสกปรกตัวยาวมาถือไว้ในมือแล้วถอยหลังออกไปยืนห่างๆ ทิวากาลวางไม้เท้าลงกับพื้น ร่างที่เคยงองุ้มไร้สง่า พลันยืดกายขึ้น อาการไอของเขาก็หายสนิท น้ำเสียงก้องกังวานคืนสภาพเทวะที่มีฤทธี

“ข้านามว่าทิวากาล อดีตวงศ์วานแห่งสุริยเทวา ร้องขอท่านทั้งหลายที่มาร่วมชุมนุมในโดมพิพากษา จงดูและจงเป็นพยานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น!” เขากล่าวพลางยืดแขนทั้งสองข้างออกมานอกลำตัว

ทันใดนั้นบนนภากลางคิมหันต์ปรากฏหมู่เมฆดำก่อตัวขึ้นกลางมหานครอย่างผิดธรรมชาติ ในเมฆคลั่งนั้นพลันบังเกิดสายฟ้ากัมปนาทสนั่นหวั่นไหวขึ้นเหนือโดมพิพากษา ก่อนที่สายฟ้าหลายลำจะสำแดงเดชผ่านเข้ามาทางช่องว่างของอาคารในทุกทิศทาง ชาวเทพในห้องประชุมถึงกับส่งเสียงร้องลั่น และทำท่าจะวิ่งหนีเตลิด เมื่อเห็นเวทสายฟ้าจากทุกสายมุ่งตรงมายังโถงกลางห้อง

หากทิวากาลยังยืนปักหลักมั่น เขากางแขนออกทั้งสองข้าง กำปั้นอันสั่นเทากำสายพลังงานที่เกิดจากการร่ายอภิเวทที่พร้อมจะระเบิดหรือทำลายอะไรก็ตามที่ขวางหน้าอยู่ เทวะแห่งตะวันออกตรึงสายอัสนีไว้เช่นนั้นเพื่อให้ชาวเทพรอบห้องโถงประจักษ์แก่สายตา

หัสรังสีผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก นี่เองหรือสาเหตุอาการป่วยแทบปางตายของท่านลุง....ท่านสามารถใช้เวทแห่งตะวันตก พลังด้านตรงข้ามที่เกิดขึ้นทำให้เกิดอาการต่อต้านอันส่งผลต่อสภาพร่างกายภายนอก แต่เหตุใดกัน?....

หากทิวากาลก็คงเวทสายฟ้าไว้ไม่ได้นาน เขาจึงตัดสินใจสลายอัศนีที่เรียกมา บรรยากาศบิดเบี้ยวจึงสูญสิ้นไปด้วย ทิวากาลแห่งตะวันออกมองไปรอบห้อง ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าวาริชอย่างท้าทาย

เหงื่อผุดขึ้นเต็มฝ่ามือของวาริช เขาพูดตะกุกตะกัก “ทะ...ทหาร...แห่งบาดาล” เขาหยุดนิ่งนิดหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแหบแห้งจนแทบจับใจความไม่ได้

 “จับตัวท่านทิวากาลแห่งตะวันออก ในข้อหาละเมิดใช้เวทอภิฆาต...”

 

......

 

ในขณะที่วาริชกำลังสั่งจับทิวากาล จุดสีดำที่ปรากฏขึ้นหลังบานหน้าต่างขนาดใหญ่ของห้องพิพากษานั้นตรงกับด้านหลังเหนือศีรษะของวาริชพอดิบพอดี ในช่วงแรกจึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเพราะกำลังตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์กลางห้อง แต่เมื่อจุดสีดำนั้นขยายโครงร่างใหญ่ขึ้น ชาวเทพรอบห้องโถงก็เกิดอาการระส่ำระสาย พลางชี้นิ้วไปยังเงาวัตถุประหลาดด้านหลังของกระจกสีที่แกะเป็นรูปดวงตาขนาดใหญ่

เสียงหวีดร้องดังระงมอีกครั้งเมื่อวัตถุนั้นพุ่งเข้าใส่กลางดวงตา กระจกระเบิดออกเป็นเศษแก้วชิ้นเล็กชิ้นน้อยหลากสีสาดพุ่งเข้ามาในห้องโถง ชาวเทพในห้องพิจารณคดีต่างหลบเศษแก้วกันจ้าละหวั่น มีเพียงวาริช และทหารพิทักษ์โดมเท่านั้นที่ยังยืนปักหลักมั่น พลางจ้องมองด้วยภาวะตะลึงงัน

มังกรบินทะลุผืนหน้าต่างใหญ่และบินรอบห้องโถงคล้ายกำลังประเมินสถานการณ์

เมื่อวาริชเงยหน้าขึ้น และเห็นอุดากันมังกรบินของไทรา เขาจึงตวาด

บังอาจนัก! เป็นแค่เพียงเทวรักษ์แห่งบาดาล กล้าทำการอุกอาจเพียงนี้เชียวหรือ”

เมื่อสิ้นคำของข้าหลวงใหญ่ ผู้ที่อยู่บนหลังมังกรกล่าวเวทอย่างรวดเร็ว และแล้วสายฟ้าเส้นหนึ่งที่เกิดจากเมฆดำเหนือโดมพิพากษาก็ฟาดเปรี้ยงลงมากลางโถง เส้นพลังงานทำลายหลังคาโดมจนเป็นช่องโหว่ราวกับมีมหาวายุทะลวงเข้ามา สายอัศนิเวทที่เกิดขึ้นแผลงฤทธิ์จนชาวเทพในห้องล้มระเนระนาดพร้อมกันต่างส่งเสียงหวีดร้องด้วยความกลัว เพราะผู้ที่เรียกสายฟ้ามาไม่ได้เรียกมาแค่ข่มขวัญ...

แม้กระทั่งวาริชเองยังถูกอัดกระเด็นจนร่างเขาลอยละลิ่วกระแทกกับผนังด้านหลังจนจุกแอ้ก หัวสมองมึนชายิ่งกว่าโดนกระบองยักษ์ฟาดด้วยความแรง เวทสายฟ้านั้นมีฤทธิรณอย่างมากถึงขนาดทำเอาหัสรังสีที่แม้จะเอ่ยเวทเกราะแสงป้องกันได้ทัน หากยังพลาดพลัดตกจากเก้าอี้ลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้น ชาวเทพที่เหลือต่างกันแย่งกันกรูออกจากห้องประชุม ในทีนี้ปัญจาปเผ่นแน่บไปก่อนใครเพื่อน พร้อมกับตะโกนโหวกเหวกฟังไม่ได้ศัพท์

เมื่ออัศนิเวทสงบลง แขกที่ไม่ได้รับเชิญจึงสั่งให้มังกรร่อนลงกลางห้อง

รองเท้าหุ้มข้อสีดำกระทบกับพื้นหินอ่อนของโดมพิพากษา เจ้าของมังกรไม่ได้กระโดดลงมาจากหลังอุดากันซึ่งเป็นเอกลักษณ์การลงมังกรของเหล่าอัศวินแห่งบาดาล หากค่อยๆ ปีนลงแล้วเดินอ้อมมังกรบินที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่กลางห้องโถง แสงที่ส่องผ่านเข้ามาทางช่องกระจกที่แตก ทำให้เงากระทบแลดูผิดเพี้ยน แต่ถึงกระนั้นมันก็แจ่มชัดพอเมื่อมันทาบไปบนใบหน้าของอาคันตุกะที่อุกอาจ สิ่งเดียวที่ทำให้คนผู้นี้เหมือนกับไทราคือโลหะมาลาของอัศวินมังกร เมื่อเจ้าตัวถอดมันออกจึงเห็น เส้นผมสีเงินประกายทองยาวระต้นคอ และสะบัดตามแรงลมที่พัดมาทางบานหน้าต่างที่แตกละเอียด เด็กหนุ่มสวมเครื่องแบบของหน่วยกาฬวิหคแห่งปราสาทตะวันตก ดวงตาสีเทาทอประกายวาว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าตัวอยู่ในสภาพอารมณ์เช่นไร

แม้อีกฝ่ายจะคืนร่างสู่สาวกดำแห่งปราสาทจันทรคราสตามเดิม ถึงจะดูแตกต่างไปบ้างจากที่เคยเห็น หากทิวากาลก็คิดว่าตนจำคนไม่ผิดแน่นอน

“....รามิต” เขากล่าว “กลับมาทำไม?”

รามิตไม่ตอบ กลับเอื้อมมือช่วยพยุงร่างของทิวากาลที่ล้มอยู่บนพื้น เมื่อชายผู้มากวัยกว่าได้สติจึงเอี้ยวตัวไปช่วยเหลือหญิงรับใช้ และหยิบเอาไม้เท้าตนขึ้นมาจากพื้น

“เจ้ากลับมาแบบนี้ แล้วใคร....” ทิวากาลกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิ เขาทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนไม้เท้า ดูท่าทางอิดโรยมากขึ้นกว่าเดิม

 “ข้าส่งคนอื่นไปแทนแล้วขอรับ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง” รามิตตอบ

มัสลินที่ยืนอยู่ด้านข้างของทิวากาลอยากจะกล่าวขอบคุณแต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก บุษบรรณกลับชิงพูดขึ้นเสียก่อน

“เจ้ามาสายชะมัดเลย” เมื่อเธอเดินเข้ามาใกล้ รามิตจึงใช้ปลายนิ้วแตะที่หน้าผากฝ่ายตรงข้ามเบาๆ แล้วจึงกล่าวเวทสลายอาคมให้ เด็กสาวรู้สึกมีกำลังวังชากลับมาเป็นดังเดิม เธอชี้ไปทางวาริช

“ไอ้หนอนเน่าแก่น่าเกลียด! เจ้าคลั่งพลัง! ดูซิว่าคราวนี้เจ้ายังกล้าทำอะไรข้า”

หากก่อนที่บุษบรรณจะอาละวาด รามิตรีบก้าวเข้ามาขวางไว้ และรีบกล่าวแทน

“ข้ารู้ว่าอธิบายอย่างไร ท่านคงไม่เชื่อว่าข้าและบุษบรรณไม่มีส่วนรู้เห็นกับการลอบทำร้ายท่านกัญหา แต่ว่า...มันเป็นความจริง”

วาริชรีบลุกขึ้นยืน ในทีแรกเขาไม่แน่ใจว่าผู้ที่เพิ่งลงจากหลังมังกรนั้นใช่รามิตคนเดิมหรือไม่ เพราะเด็กหนุ่มที่เขาเคยเห็นในศิลาลัยนั้นช่างให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากรามิตในร่างทูตแห่งรัตติกาลในขณะนี้เป็นอย่างยิ่ง ต่อแต่เมื่อได้ยินทิวากาลเรียกนามของรามิต เขาจึงค่อยแน่ใจ

“เจ้าสาวกทราม! เจ้ายังกล้ากลับมาที่นี่อีกรึ?” วาริชตวาด

“นั่นน่าจะเป็นคำพูดของข้ามากกว่านะขอรับ ท่านสั่งให้คนของท่านคุมตัวข้าไว้ในโดมน้ำเพื่อให้สิ้นพละเวท บังคับให้เทพแห่งทิศเหนือโยนความผิดมาให้ข้า ข้าน่าจะถามว่าท่านกล้าทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไรนะขอรับ”

“เจ้ามนุษย์ชั้นสวะ! อย่านึกว่าเจ้ามาในฐานะทูตแล้วข้าจะไม่กล้า”

“ดูจากพฤติกรรมของท่านที่แล้วมานั้น ข้าเองก็ไม่คิดหรอกว่าท่านจะไม่กล้าหรอกขอรับ” รามิตตัดสินใจพูดตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม

“แก!  มันจะมากไปแล้ว” หัสรังสีตะโกนลงมาจากชั้นที่นั่ง “เป็นเพียงข้ารับใช้ชั้นต่ำ ของเจ้าฆาตกรนั่น”

สิ้นผรุสวาจาของหัสรังสี รามิตหันขวับมาทางหัสรังสี ตลอดมาเขาพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับเทพตะวันออก ด้วยถือว่าอีกฝ่ายเป็นเทวะผู้สูงส่งเช่นเดียวกับจ้าวปราสาท แต่หลายครั้งเขาอดคิดไม่ได้ว่าสุริยเทวาที่ดำรงตนอยู่ในฐานะเทพชั้นสูง ดังเช่นทรงกลดผู้เปี่ยมเมตตาและปัญญา กระทั่งทิวากาลที่แม้จะมีร่างพิกลพิการ เสื่อมโทรมยิ่งฤษีพงไพร หากทว่ากลับเป็นผู้ที่แยกแยะผิดถูกได้โดยไร้อคติมาบดบัง แต่เหตุใดหัสรังสีซึ่งบัดนี้ถึงแม้ยังไม่ได้ครองตำแหน่งเป็นจ้าววังสุริยันโดยสมบูรณ์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทวะผู้นี้จะกลายเป็นจ้าวเทวาทิศแห่งแดนตะวันออกในอนาคตอันใกล้ ไฉนจึงกอปรไปด้วยโทสจริตและมิจฉาทิฐิเพียงนี้

รามิตจ้องมองไปที่ทายาทแห่งตะวันออกอย่างไม่เกรงใจ และมันทรงพลังยิ่งกว่าคำพูดดูแคลนใดๆ หัสรังสีหรี่ตาข้างหนึ่ง และโดยไม่มีการบอกล่วงหน้า เขาเผ่นโผนลงมาจากชั้นที่นั่งพร้อมกับชักดาบประจำกาย แม้ว่าอนุตราทิตย์แห่งตะวันออกจะมีเวทในตัวสูงกว่าชาวเทพทั่วไป หากก็ยังไม่มากพอที่จะสามารถเรียกคทาทิศออกมาใช้ตามประสงค์ได้เหมือนทรงกลดหรือวิษณุวัติ อีกทั้งก่อนหน้านี้หัสรังสีไม่ได้เดินทางไปถวายคำปฏิญาณต่อพักตร์จอมเทพ หากเพียงแค่ส่งคทาทิศไปเป็นตัวแทน ดังนั้นอาวุธสูงสุดแห่งแดนตะวันออกจึงยังอยู่ที่มหาวิหารแห่งศิลาลัย

เมื่อเห็นจ้าววังตะวันออกจู่โจมด้วยเวทศัสตรา รามิตชักอาวุธที่ซุกซ่อนอยู่ด้านหลังออกมารับมือ พร้อมกับตะโกนให้ผู้อื่นล่าถอยโดยเร็ว แม้แต่อุดากันยังใช้สัญชาตญาณของสัตว์ที่มักหลีกหนีภัยร้าย มันจึงรีบบินหนีออกไปทางช่องกระจกที่แตกทันที อาวุธสองชนิดปะทะกันกลางอากาศ แม้ความรุนแรงของพละเวทจะไม่ทรงพลังถึงขนาดเขย่าปฐพีเหมือนครั้งที่ทั้งสองเคยฟาดฟันกันด้วยคทาทิศมาแล้ว แต่อาวุธทั้งสองนั้นก็นับว่าเป็นเอกแห่งอาณาจักร ดาบที่หัสรังสีติดกายไว้ไม่เคยห่างนี้คือ ดาบปาวากะหรือดาบไฟแห่งวังสุริยัน เพราะยามใดที่มันได้กรีดลงบนเลือดเนื้อของคู่ต่อสู้แล้วจะทำให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์ราวกับโดนทำร้ายด้วยมีดแห่งอัคคี ทั้งยังทำให้บางส่วนของผิวหนังไหม้เกรียม นับเป็นศัสตราวุธที่น่ากลัวชนิดหนึ่งของเทพอาณาจักร

บุษบรรณนั้นนึกสงสัยอยู่แล้วตั้งแต่เห็นรามิตใช้อาวุธมีคมฟันพัดของกัญหาจนกระจุยบนลานพลุเพลิง เพราะเธอเป็นเทพนักรบย่อมนิยมศึกษาอาวุธทุกประเภท แต่ในค่ำคืนนั้นมืดเกินไปทำให้เธอไม่ได้เห็นอาวุธเล่มนั้นถนัดตา บัดนี้เพราะความรุนแรงของเวทมนตราที่ต้องร่ายออกมาใช้ป้องกันและจู่โจมทำให้เธอได้เห็นอาวุธปริศนาทั้งเล่ม บุษบรรณแน่ใจว่ามันเป็นอาวุธที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและถูกทำขึ้นในแดนตะวันตกและหาชม ‘ของจริง’ ได้ยากยิ่ง แม้แต่เทพนักรบอย่างเธอเองก็ยังเคยเห็นเพียงแค่รูปเขียนในตำราศัสตรศาสตร์เท่านั้น มันมองคล้ายดาบเรียวโค้งที่ถูกยืดปลายทั้งสองข้างจนเกือบตรง มีด้ามจับอยู่ตรงกลางระหว่างใบดาบทั้งสอง เมื่อคะเนความยาวทั้งหมดของดาบประหลาดนี้ ทำให้บุษบรรณนึกฉงนว่ามันถูกซ่อนอยู่ด้านหลังเข็มขัดของรามิตได้อย่างไรโดยไม่มีใครสังเกต

แม้พลังและฝีมือยังไม่บรรลุจุดสุดยอด แต่หัสรังสีก็คืออนุตราทิตย์แห่งตะวันออกผู้ซึ่งจะดำรงตำแหน่งจ้าวเทวาทิศหนึ่งในสี่เทพประมุขที่จะกลายมาเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในอนาคต ดาบแห่งไฟที่ฟาดลงมาพร้อมกับพละเวทนั้น ทำให้รามิตถึงกับต้องถอยหลังไปหลายก้าวจนเมื่อหางตามองเห็นว่าร่างตนกำลังจะกระแทกกับผนังหินด้านหลัง จึงรวบรวมกำลังยันคู่ต่อสู้ออกไปโดยแรง หัสรังสีตีลังกากลางอากาศ พลิ้วร่างลงกลางโถง เมื่อปลายเท้าสัมผัสพื้น เทพตะวันออกจงใจใช้แรงดีดส่งตัวเองเข้าจู่โจมอีกครั้งเพื่อไม่ให้คู่ปฏิปักษ์ได้ตั้งตัว การร่ายเวทครั้งนี้ไม่เพียงแต่เฉียบคมและยังเปี่ยมพลังอีกด้วย

ทว่าดาบปาวากะได้แต่ฟันโครมลงบนผนัง เป็นผลทำให้ผนังบริเวณนั้นเกิดไฟลุกพรึ่บขึ้นมาทันใด ด้วยรามิตขยับกายหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว แต่หัสรังสีเองจะมีใจย่อท้อก็หาไม่ เขาวาดดาบออกมาในแนวขนานหมายเพื่อสังหารในดาบเดียว เปลวไฟลามเลียไปทั่วใบดาบแลคล้ายรังสีของสุริยา

รามิตไม่มีทางเลือก เขายกคมอาวุธเข้าขวางทางพร้อมกันนั้นเพียงแค่เขาพลิกข้อมือ ย่อกายลงนิดหนึ่งใบดาบอีกด้านก็ตวัดวกกลับไปทางฝ่ายตรงข้าม หัสรังสีจึงชักอาวุธตนกลับมารับคมอาวุธที่พลันพลิกผันในทันใด แต่ถึงกระนั้นก็ปลายดาบก็เฉียดคางของจ้าววังตะวันออกไปเพียงคืบเดียว

หัสรังสีใช้ช่วงเวลานั้นถอยกลับออกมา พลางประเมินความร้ายกาจของอาวุธประหลาดที่ไม่เคยปรากฏในตำราเล่มใดของฝ่ายตะวันออก คราวนี้หัสรังสีวาดดาบไฟออกมาอีกครั้งก่อเกิดเป็นเส้นวงของพระเพลิงขยายออกเป็นวงกว้าง รามิตไม่ได้ตั้งรับกำลังเวทนั้นอย่างเดิมหากหลีกหนีการปะทะเพราะรู้ว่าหากใช้เวทรัตติกาลร่วมกับศัสตราวุธชนิดนี้แม้สามารถหยุดยั้งสุริยเวทของเทวตะวันออกได้ หากทว่าจะบังเกิดแรงต่อต้านที่มีความรุนแรงเป็นทวีคูณ รามิตจึงพลิกกายหนีกระโดดขึ้นไปบนชั้นที่นั่ง ลำแสงพระเพลิงจึงกระทบเข้ากับผนังหินจนเกิดรอยร้าวเป็นทาง หากผู้ใช้ดาบไฟยิ่งบันดาลโทสะ เผ่นโผนโจนทะยานไปหาศัตรูที่คอยท่าอยู่ด้านบนด้วยฤทธี กระแสมนตราแผ่มายังผู้ที่ยืนรับมือ รามิตเห็นจวนตัวจึงต้องเรียกเวทรัตติกาล

 “ข้าขอสักการะผู้ครองอาณาจักรใต้ดิน ผู้เป็นดั่งกระดูกแห่งธรณี และที่สถิตแห่งบรรพบุรุษ จงสำแดงพลังแห่งพิภพ และจิตวิญญาณแห่งโลกา”

ทันใดนั้นบังเกิดมนตราสีดำตรงเข้าปะทะกับวงแห่งอัคคีอย่างรุนแรง พลังที่ต่อต้านกันอย่างสุดขั้วนั้น ทำเอาโดมพิพากษาทั้งหลังสั่นสะเทือน แกนหลังคาที่โดนทำลายไปแล้วครึ่งหนึ่งอาจจะพังลงมาเมื่อใดก็ได้ ชาวเทพในห้องต่างพากันวิ่งออกจากห้องเพื่อเอาตัวรอด หากทิวากาลยังยืนรอดูเหตุการณ์อยู่ คล้ายกับไม่แน่ใจจะช่วยเหลือฝ่ายไหนดี

แรงต้านของพลังทั้งสองสายทำให้ทั้งคู่ต้องพลิกกายหันกลับมาประจันหน้าที่ห้องโถงตามเดิม คราวนี้รามิตเป็นฝ่ายขยับก่อน เขาตวัดอาวุธยาวที่มีความยาวได้เปรียบกว่า ฟันเฉียงด้านล่างขึ้นไปด้านบน หากหัสรังสีก็รับได้ไม่พลาด หากเป็นสิ่งที่รามิตคาดการณ์ไว้อยู่แล้วเขาพลิกกายกลับหันอาวุธมาจู่โจมอีกด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว หัสรังสีรีบตวัดใบดาบข้ามศีรษะมารับคมอาวุธอีกด้านอย่างรู้ทันและออกแรงสะบัดกลับจนทำให้ผู้จู่โจมชะงักไปนิดหนึ่งด้วยไม่คิดว่าคู่ต่อสู้จะพัฒนาฝีมือไปมากกว่าที่คาดไว้

“อย่าคิดว่า คนที่ทนฝึกหนักมีแต่เจ้า!” หัสรังสีตวาด แววตาวาววับนั้นฉายแววกระหยิ่มเล็กน้อย เมื่อเห็นปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้าม

“นี่คือหนักของท่านแล้วหรือ?”  รามิตเอ่ยถามเสียงเรียบ ตวัดเก็บอาวุธไว้ด้านหลัง

ราวกับเชื้อไฟราดบนกองเพลิง หัสรังสียิ้มแค่น...ใช้มืออีกข้างหนึ่งหยิบดาบอีกเล่มที่สะพายไว้ข้างเอวที่รามิตคิดไว้ในคราวแรกว่าคือดาบสำรอง หากบัดนี้เขาจึงค่อยเข้าใจ หัสรังสีฝึกใช้ดาบคู่ต่างหาก ดาบสองมือแห่งวังสุริยัน

“แก! เตรียมตัวตาย!” เมื่อสิ้นเสียงคำรามของจ้าวแดนตะวันออก ทั้งห้องโถงดุจมีเพลิงอัคคีปะทุขึ้นมาโดยรอบ และเป็นเวลาเดียวกับที่หัสรังสีออกดาบมาแล้ว ใบดาบของเขาเฉียดคอรามิตไปเพียงนิดเดียวเท่านั้นหากว่าศิษย์เอกจอมเทพไม่เบี่ยงกายหลบออกไปเสียก่อน ดูเหมือนว่าหัสรังสีไม่เพียงแค่เพิ่มอาวุธให้ตนแล้ว ยังเพิ่มความเร็วและร้ายกาจขึ้นอีกด้วย

ตั้งแต่เทพตะวันออกเปลี่ยนมาใช้ดาบสองเล่ม รามิตกลับกลายเป็นฝ่ายตั้งรับโดยไม่มีโอกาสเปิดให้เป็นผู้รุกกลับคืนเลยสักครั้ง เมื่อนั้นหัสรังสีคล้ายย่ามใจยิ่งร่ายเวทอัคคีใช้พร้อมกัน ยิ่งส่งผลรุนแรงกว่าเดิมมากมายนัก หากเปลวไฟเหล่านั้นแม้จะเต็มไปด้วยกำลังเต็มเปี่ยม แต่มันก็ยังไม่เร็วและคมพอที่จะทำร้ายศิษย์เอกของโลกาธิบดี

รามิตเหลือบมองสภาพห้องที่ระอุไปด้วยสุริยเวทของเทพตะวันออก ในใจหนึ่งนั้นยอมรับว่าทายาทจ้าวแห่งสุริยาผู้นี้นับว่ามีเวทกำลังที่แข็งแกร่งและมากมายเหลือคณานับ ทว่าสายตาคมกล้าของศิษย์เอกจอมเทพมองทะลุผ่านเปลวไฟ เห็นทิวากาลรวมทั้งมัสลินและบุษบรรณ ยืนอยู่ริมผนังด้านหนึ่ง ส่วนวาริชขยับไปไหนไม่ได้เพราะโดนทั้งเวทอัคคีและรัตติกาลกั้นขวางเอาไว้

ทันใดนั้นรามิตจึงรีบตัดสินใจ เขาเผ่นกระโจนไปบนที่นั่งชั้นสูงสุด หากการคาดคะเนเขาไม่ผิดพลาด...บุษบรรณจะพ้นข้อหาในทันที

 

อ่านบทต่อไป

 

ผู้เขียน  รัณ ศยา
สำนักพิมพ์เรนโบว์

rainbow 0 comments จ้าวจตุรทิศ, ภาคอาศิรวิษ, รัณ ศยา, แฟนตาซี 16-03-2014 16:38:14

0 Comments

แสดงความคิดเห็น

กรุณากรอกข้อมูลที่มีเครื่องหมาย *

*