แฟนตาซี Fantacy
Alt text
จ้าวจตุรทิศ2 ภาคอาศิรวิษ บทที่ 9 ผู้ช่วยที่ไม่คาดฝัน

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือทัศนียภาพอันแสนคุ้นเคย ทุ่งกาลีแห่งตะวันตก

ข้าต้องฝันอยู่แน่ๆ...รามิตย้ำในใจ เด็กหนุ่มมองอาณาจักรแห่งความฝันนี้อย่างสนใจ เพราะเขาคุ้นเคยกับพื้นดินแห้งผาก ท้องทุ่งหญ้าแห้งสีน้ำตาล เหนือต้นหญ้ามีแต่ต้นไม้ตายซาก และท้องฟ้าที่ปั่นป่วนด้วยพายุร้าย จากนั้นเขาเห็นเกวียนเทียมด้วยม้าเล่มหนึ่งวิ่งตะลุยมาบนท้องทุ่งกันดารด้วยความเร็วสูง เหมือนกับกำลังหนีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว

รามิตก้มลงมองที่เท้าตนเองก่อนจะพบว่า ทั้งร่างเขากำลังลอยอยู่เหนือทุ่งกาลีแห่งตะวันตก ไม่มีใครบินได้....รามิตรู้อยู่แล้ว ดังนั้นตอนนี้ร่างของเขาจึงเป็นเพียงร่างนิมิตเท่านั้น แต่เขาไม่แกร่งพอที่จะแยกร่างนิมิตออกมาจากร่างจริงได้ และนายท่านเองก็ไม่คิดสอน ด้วยอันตรายเกินไป

ดังนั้นต้องมีใครสักคน ‘เรียก’ เขามา ใครสักคนที่แกร่งมาก ใครสักคนที่มีพละแห่งมนตรามากกว่าเขาหลายเท่า

เสียงกระพือปีกแหวกอากาศดังอยู่ด้านหลัง

รามิตหันไปทางต้นเสียง เงาสีดำทะมึนปรากฏขึ้นบนน่านฟ้าขมุกขมัว ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนหนึ่ง... ทันใดนั้นทัศนียภาพรอบตัวก็เปลี่ยนไปในทันใด และโยกคลอนอย่างน่ากลัว สิ่งต่างๆ ที่ล้อมรอบตัวเขาสลายและจางหายไป กลายสภาพเป็นถ้ำโพรงขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยหินแหลมคม บนเพดานยุ่บยั่บไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในเงา ผนังโดยรอบคล้ายหินผลึกที่สามารถเรืองแสงอยู่ในความมืด เขาหนาว หนาวจนตัวสั่น…

รามิตกะพริบตาอีกสองสามครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นเมื่อครู่เป็นเพียงความฝัน แล้วพยายามลุกขึ้นนั่ง มองไปที่ภาพสะท้อนของตนที่เห็นจากเงาผลึกใสนั่นคือ เขายังคงสวมชุดแบบเดียวกับคนเรือตามเดิม เสื้อผ้าที่ดูเก่ามอซออยู่แล้วเปื้อนดินโคลนบนพื้น หากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ ร่างกายที่อ่อนล้าลงครึ่งหนึ่ง

ข้าออกมาจากโดมน้ำมรณะนั้นได้อย่างไร? แล้วข้าอยู่ที่ไหนกัน?

จนเมื่อสายตาเริ่มปรับจนชินกับสภาพแสงน้อย เขาจึงเห็นสิ่งรอบตัวได้ชัดเจนขึ้น เด็กหนุ่มก้าวลงมาจากแท่นหินเย็นเชียบ ก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังแสงสีขาวที่ส่องเป็นลำมาจากมุมด้านหนึ่ง

แสงจากคบไฟสะท้อนให้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า รามิตเห็นคนผู้หนึ่งกำลังนั่งหันหลังให้ แต่ฝ่ายนั้นกลับทักขึ้นก่อน

 “เพียงครู่เดียวก็ลุกขึ้นมาเดินได้แล้วหรือ? ฟื้นตัวได้เร็วดี ไม่เสียทีที่เป็นศิษย์เอกของจอมเทพ”

ว่าแล้วคนกล่าวจึงหันมา ดวงตาสีดำของเขาไม่มีประกายแสง ในคราแรกจึงดูแล้วน่าหวั่นเกรง ทว่าน่าแปลกนักที่รามิตกลับรู้สึกว่าเคยพบเห็นคนผู้นี้มาก่อน แม้เขาจะไม่รู้ว่าคนผู้นี้เป็นใคร หากการที่อีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม เด็กหนุ่มจึงไม่ได้แสดงกิริยาต่อต้านแต่อย่างใด เขาทรุดตัวลงข้างผนังถ้ำ เนื่องจากยังรู้สึกอ่อนแรงอยู่มาก

“ขอบคุณมากขอรับ ที่ช่วยข้าออกมา...หวังว่าข้าคงไม่ได้ทำให้ท่านเดือดร้อน”

คนที่นั่งอยู่ก่อนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง แล้วหัวเราะ พูดเหมือนรำพึงเบาๆ

“สำหรับฐานะการเป็นสาวกดำของจ้าวแดนตะวันตกถือว่าเจ้ามีสัมมาคารวะมาก..เฮ้อ...เหตุการณ์ในบุราทิศช่างแปรเปลี่ยนประดุจกาลเวลาที่ผันผ่าน”

เด็กหนุ่มมองไปรอบตัวอย่างไม่ไว้วางใจ สถานที่นี้คล้ายถ้ำหินและอากาศภายในก็ไม่ปลอดโปร่ง หากข้าสิ้นชีวาที่นี่คงไม่มีใครสามารถหาพบแน่ เขาคิด

หากอีกฝ่ายกลับยิ้ม เหมือนรู้ว่าผู้เยาว์กำลังคิดอะไรในใจ

 “ใจเย็นไว้รามิต....ข้าไม่มีเจตนาทำร้ายเจ้า” เขาเอ่ยนามเด็กหนุ่ม

รามิตเงยหน้าขึ้น และแล้วเขาก็จำได้แล้ว คำพูดที่แฝงความเมตตา และท่าทางที่อ่อนโยนนั่นเขาเคยเห็นมาก่อน...หากทว่าการจดจำได้นั้นกลับไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าเดิม

เด็กหนุ่มลุกพรวด “...ท่านช่างคล้ายกับจ้าวแดนตะวันออกนัก หรือท่านคือสุริยเทวา”

อีกฝ่ายตัดสินใจขยับกายเพื่อจงใจให้รามิตเห็นร่างกายท่อนล่างที่พิกลพิการ เอื้อมหยิบไม้เท้าที่วางพาดอยู่ใกล้ๆ แล้วพูดช้าๆ อย่างใจเย็น

“ที่นี่คือทางใต้ดินของหอบันไดร้อยขั้น น่าเสียดายที่เราต้องรู้จักกันที่นี่ไม่ใช่กลางปราสาทใหญ่โต...นามข้าคือทิวากาล ‘เทวะ’แห่งวังตะวันออก แต่ข้าอยากให้เจ้าเข้าใจอย่างหนึ่ง แม้ข้าจะขึ้นชื่อว่าเป็นวงศ์สุริยา แต่ข้าได้สละฐานะศักดิ์เช่นนั้นมานานแล้ว ตั้งแต่ร่างกายข้าเป็นแบบนี้” ว่าแล้วทิวากาลเอาปลายไม้เท้า เคาะที่ขาไม้ของเขาจนเกิดเสียงสะท้อนดังก้อง

“ดังนั้นตอนนี้ข้าคือชาวเทพสามัญ และเป็นอิสระจากตระกูลเทวะใดๆ”

เขากล่าวอย่างสบายอารมณ์จนเกือบหัวเราะ  เมื่ออยู่ในสถานที่มืดทึบแห่งนี้ดูเหมือนทิวากาลจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ผิดไปจากยามปกติราวกับคนละคน

“ดีไม่ดี...เจ้าอาจจะอยู่ในฐานะสูงกว่าข้าก็ได้ ท่านทูตแห่งศิลาลัยและศิษย์เอกแห่งโลกาธิบดี”

รามิตยังคงยืนนิ่งหลังผิงผนังถ้ำ มองดูกิริยาของอีกฝ่ายอย่างแคลงใจ เมื่อมีสติและได้พิเคราะห์แล้ว นอกจากท่าทางและปฏิบัติตนที่ไร้การวางอำนาจแบบเดียวกับจ้าวแดนตะวันออกคนก่อน ทิวากาลช่างไม่มีสิ่งใดเหมือนทรงกลดเลยแม้แต่น้อย เทวะผู้นี้แลผอมแห้งแรงน้อย ดูเป็นบัณฑิตทรงคุณวุฒิที่ทุ่มเทแรงกายใจทั้งหมดให้กับตำรับตำรา ไม่เหลียวแลสิ่งใดกระทั่งสุขภาพตัวเอง

เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงระแวงระวังตัวอยู่ ทิวากาลก็ไม่ถือสา กล่าวถามด้วยประโยคที่รามิตคาดไม่ถึง “ท่านวิษณุวัติ สบายดีหรือ?”

ครั้งสุดท้ายที่ได้ยินผู้ที่สามารถเรียกชื่อจริงของจ้าวปราสาทจันทรคราสต่อหน้ารามิต โดยปราศจากความเกรงกลัวก็คือทรงกลด หากบัดนี้ทิวากาลคือคนที่สอง และรามิตก็เดาน้ำเสียงของเขาไม่ออกว่า ชาวเทพตะวันออกผู้นี้เรียกชื่อเทวะที่ดำรงตำแหน่งจอมเทพขณะนี้ ด้วยในฐานะสหายเก่า หรือการเอ่ยถึงศัตรูคู่แค้นกันแน่

“นายท่านเพิ่งได้รับตำแหน่งโลกาธิบดี ต่อจากท่านทรงกลดขอรับ” รามิตตัดสินใจเอ่ยเรื่องซึ่งลือกันในบุราทิศจนหนาหูว่าจอมเทพผู้นี้ได้ตำแหน่งมาอย่างน่าสงสัย เพื่อลองหยั่งเชิงปฏิกิริยาของทิวากาล

หากทันใดนั้นเทพตะวันออกกลับหัวเราะเสียงดัง น่าแปลกที่บรรยากาศภายในถ้ำกลับดูสว่างไสวอย่างประหลาด

“ท่านวิษณุวัติคนนั้นนั่นหรือ? ข้าว่านายท่านของเจ้าน่าจะไปทำให้คนอื่นยุ่งเสียละมากกว่า และคนที่เดือดร้อนมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเจ้านั่นละ”

รามิตคิดว่าที่ทิวากาลกล่าวก็ไม่ผิดจากความจริงนัก ก่อนที่ทั้งสองจะสนทนากันต่อ ทางออกอีกด้านของถ้ำ พลันปรากฏร่างของเด็กสาวคนหนึ่ง แม้เธอจะสวมชุดหญิงรับใช้ธรรมดา หากทว่าดวงหน้างดงามและรูปร่างอรชรไม่ผิดกับชาวเทพ ย่อมไม่อาจปกปิดได้ว่าในอนาคตเธอจะเป็นเทพีที่มีความงามยิ่ง สายตาของเธอมองตรงมายังทิวากาลเท่านั้น เหมือนกับรามิตไม่มีตัวตน

ทิวากาลลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉง โดยไม่มีเค้าความเจ็บป่วยให้เห็นและเอ่ยถามถึงเหตุการณ์ในมายาเล เธอจึงรายงานต่อเจ้านายเบาๆ

“ข้างบนค่อนข้างวุ่นวายเจ้าค่ะ เพราะท่านวาริชกำลังระดมกำลังไปที่โดมผนึก เพื่อคุมตัวทูตจากศิลาลัยมาพิจารณาดคีที่โดมพิพากษากับหญิงชาวเทพผู้หนึ่งในโทษฐานสมรู้ร่วมคิด”

เมื่อได้ยินรามิตรีบก้าวไปหาเด็กสาวผู้นั้น

“นอกจากนี้ ท่านวาฬายังถูกลงโทษ กักขังไว้ในตำหนักมังกร”

“....บุษบรรณ” สาวกแห่งปราสาทดำเอ่ยด้วยความกังวล “เธอเป็นอะไรหรือไม่?”

มัสลินตวัดสายตามองฝ่ายตรงข้าม เมื่อเห็นว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสนทนาได้เธอจึงส่ายศีรษะก่อนจะกล่าวตอบอย่างเย็นชา  “ข้าเสียใจด้วยสาวกดำแห่งปราสาทจันทรคราส ข้าไม่รู้ว่าเทพนักรบหญิงแห่งทิศเหนือผู้นั้นคือผู้ที่ท่านตามหาอยู่ ข้าจึงไม่รู้เธอยังปลอดภัยดีหรือไม่”

ทันใดนั้น เด็กหนุ่มทำท่าเหมือนกับจะวิ่งสวนทางออกไป หากถูกมือหนึ่งจับไหล่ของเขา แล้วกระชากกลับโดยแรง

“เจ้ายังไปไหนไม่ได้!”

แม้ร่างกายจะถูกโดมผนึกดูดพลังเวทไปเกือบหมด หากรามิตก็ไม่ได้อ่อนล้าเสียจนเดินเหินไม่ได้ แต่น้ำหนักของมือผอมแห้งของทิวากาลที่กดลงบนไหล่ ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับทรุดลง นอกจากนี้เขายังได้เห็นประกายตาของจ้าวสุริยาผู้มอดไหม้ ดวงตาที่เปล่งประกายจัดและสะท้อนในความมืดลุกโพลงขึ้นอย่างน่ากลัว คล้ายทิวากาลจะรู้ตัวว่าได้สำแดงอำนาจของตนออกไป เพียงครู่เดียวประกายตาที่ดุดันของเขาก็ดับวูบลง จากนั้นเขาก็ไอออกมาอย่างรุนแรง หญิงรับใช้พลันปราดมาถึงตัว เธอผลักร่างเด็กหนุ่มให้ออกห่าง เทยาที่เป็นของเหลวมีลักษณะข้น สีดำ...ไม่ใช่เพียงแค่ยากลอนที่ปั้นเป็นเม็ดในตลับยาพก จากนั้นเธอจึงเทมันลงบนถ้วยแบนแล้วจ่อข้างปากทิวากาล

หลังจากดื่มยา ร่างผอมแห้งของเทพตะวันออกหยุดหอบหายใจยาว เขากล่าวขอบใจหญิงรับใช้ และมองเลยมายังรามิต

“ทีนี้เจ้าคงรู้สาเหตุที่มาของอาการป่วยของข้าแล้วสินะ”

รามิตนิ่ง

“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงสหาย แต่รามิตเจ้าอย่าลืมว่า เธอเป็นถึงเทพนักรบเผ่าภูระทั่วแดนใต้นี้คงไม่มีผู้ใดกล้าลองดีกับเทพตระกูลนี้มากนักหรอก” ทิวากาลสรุป และส่งสัญญาณให้หญิงรับใช้ไปรอด้านนอก มัสลินถอนหายใจยาว ยืนลังเลด้วยยังห่วงในอาการของเจ้านาย แต่เมื่อเห็นว่าทิวากาลหยุดหอบไอแล้ว เธอจึงยอมเดินออกไปโดยดี

“มิน่า ถึงไม่ค่อยชอบมองหน้าข้า” รามิตกล่าวขึ้นเมื่อลับร่างของมัสลิน

“มัสลินอาจได้ร่ำเรียนและอาจเป็นถึงเทพีประจำหอหลวงในศิลาลัย แต่เมื่อข้าป่วย เธอถึงกับสละชั้นเทพเวชรักษ์เพื่อมาติดตามรับใช้ข้า” ทิวากาลพูดพลางหลับตาลง คล้ายนึกถึงเรื่องราวที่ไกลแสนไกล  

“เธอไม่ได้เกลียดเจ้าหรอก รามิต”

“ข้ารู้ขอรับ”

เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่ม ทิวากาลจึงเอื้อมมือมาตบไหล่เบาๆ

“วาริชนั้นขี่มังกรอยู่...ซ้ำยังเป็นมังกรที่กำลังหมดทางสู้เสียด้วย เขากำลังแบกภาระหนักเพื่อให้มังกรตัวนั้น คงความยิ่งใหญ่ต่อไป เมื่อเจ้ามาขวางทางเขา เขาย่อมต้องหาทางป้องกันตัว”

“นายท่านไม่ได้ส่งข้ามาที่นี่เพื่อท้าทายอำนาจของท่านวาริชสักนิดเดียวนะขอรับ ตรงกันข้ามข้าฝืนคำสั่งของท่านมาที่นี่โดยไม่ได้พิจารณาให้รอบคอบเลย”

“เจ้าคือกระจก รามิต” ทิวากาลกล่าวแทรก “บางทีเจ้าอาจจะยังไม่รู้ตัว กระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้คนอีกฟากหนึ่งเห็นตัวเองชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เมื่อเขาเห็นเจ้า คาดว่าจะได้เห็นสาวกดำผู้กักขฬะ ชั่วร้าย และหยิ่งทะนง แต่เจ้ากลับไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงสงสัย หวาดกลัวในสิ่งคาดการณ์ไม่ได้ พวกเขาจึงเห็นตัวเอง เห็นความกลัว ความโง่เขลา และความไม่รู้” ทิวากาลชี้แจงและคิดว่าวาริชเองคงรู้สึกไม่ต่างจากนี้นัก นอกจากนี้ท่านข้าหลวงยังถูกบางอย่างที่มีพละกำลังมากกว่าตนเองคอยหวดแส้ไล่ตามเขาอยู่อย่างไม่ลดละ เทพบาดาลที่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครจนถึงกับต้องลดศักดิ์ศรีของตนลง เสนอให้หลานของเขาได้ครองสองคทา

“เพียงเพราะแค่นั้นหรือขอรับ พวกเขาถึงเห็นข้าเป็นดั่งศัตรูที่ต้องกำจัดไปเสียให้พ้นทาง”

“ความกลัวนำมาซึ่งความไร้สติ” ทิวากาลกล่าวหนักแน่น “ความไร้สติปิดบังไม่ให้เกิดปัญญา ความโง่เขลานำมาซึ่งความล่มสลาย”

ศิษย์เอกจอมเทพนิ่งฟังแล้วไตร่ตรองในใจ จึงเงยหน้าขึ้นถามทิวากาลว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

ทิวากาลยิ้ม “วิษณุวัติต้องอารมณ์เสียแน่ หากรู้ว่าเจ้าถามประโยคนี้จากข้า” จากนั้นเขาจึงให้คำแนะนำโดยไร้ซึ่งอคติ “หากเจ้าไม่กลับศิลาลัย ก็ควรกลับไปที่ปราสาทตะวันตก หาทางติดต่อกับท่านจอมเทพของเจ้าบอกกล่าวเรื่องราวที่เกิดขึ้น และรอคำสั่งของท่าน การปรากฏของเวทอภิฆาตโดยไม่ใช่มาจากเวทของสี่ตระกูลหลัก ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และไม่ควรถูกมองข้ามเพื่อเอามาเป็นเครื่องมือแก้แค้น “

“...แต่บุษบรรณเล่าขอรับ”

เทพตะวันออกยิ้มจนเห็นฟันขาว “ดีจริงที่วิษณุวัติไม่ได้สั่งสอนเจ้าให้กลายเป็นเขาโดยสิ้นเชิง วางใจเถอะ ข้าแจ้งข่าวไปยังพี่ชายของเธอแล้ว หากข้าคำนวณไม่ผิด พวกเขาอาจมาถึงตอนค่ำในวันพรุ่งนี้พอดี ถึงตอนนั้น...เราจะได้รู้กันว่าเทพนักรบเผ่าภูระเหลือแต่ชื่อจริงหรือไม่”

 “ทำไมท่านถึงช่วยข้าขอรับ?” รามิตตัดสินใจถามตรงๆ “ถึงอย่างไรตัวข้าและแดนตะวันตกถือเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของวังสุริยัน ขออภัยที่ข้าต้องกล่าวถามเช่นนี้ ข้าไม่ได้คิดดูแคลนท่านจริงๆ...ท่านทิวากาลขอรับ ท่านไม่ได้คิดแค้นใดๆ เลยเกี่ยวกับการจากไปของท่านทรงกลดเลยหรือขอรับ”

ดวงตาดำมืดของทิวากาล หรี่ลง “ข้าไม่ได้ช่วยเจ้า เธอต่างหาก”

แทนคำตอบ หญิงสาวอีกคนหนึ่งก้าวมาจากทางที่มัสลินเดินออกไป เสื้อเกราะที่ทำมาจากเกล็ดมังกรสะท้อนแสงคบไฟในโพรงใต้ดิน เธอไม่ได้สวมโลหะมาลาจึงเห็นใบหน้าคมคายแบบชาวท้องถิ่นของมายาเล และเส้นผมดำขลับที่ถูกรวบเกล้าจนตึงแน่นเหนือศีรษะ ไทราค้อมกายลงนิดหนึ่ง สีหน้าของเธอคลายความกังวลเมื่อเห็นสภาพที่ดีขึ้นของฝ่ายตรงข้าม

 “เรามีเวลาไม่มากนัก ไม่นาน ท่านวาริชจะรู้ว่าท่านหายไปและคงจะเรียกระดมพลเป็นการใหญ่เพื่อขัดขวาง”

ไทราเดินอ้อมบุรุษทั้งคู่ และนำไปอีกทางหนึ่ง แต่เมื่อหันมาเห็นพวกเขายังยืนอยู่ที่เดิม เธอจึงเร่ง

“ไม่มีเวลาแล้วเจ้าค่ะ โปรดตามข้ามา”

ทิวากาลจึงรุนหลังเด็กหนุ่มให้ติดตามเธอไป จนเขาแทบสะดุดด้วยความงุนงง

 

......

 

“หมายความว่าอย่างไรที่มันหายไป!”

เสียงตวาดดังก้อง วาริชโกรธจนหนวดกระดิก เขายืนอยู่หน้าบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของโดมผนึกซึ่งเคยใช้กักขังศิษย์เอกจอมเทพทว่าบัดนี้อย่าว่าแต่นักโทษที่อยู่ภายใน แม้แต่โดมน้ำทั้งโดมกลับอันตรธานหายไปโดยไร้ร่องรอย

 “เรียนท่านข้าหลวงใหญ่ หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีร่องรอยใดๆ ที่ศิษย์เอกจอมเทพจะสามารถทำลายออกไปได้ขอรับ”

วาริชกระชากทหารชั้นผู้น้อยผู้โชคร้ายขึ้นมาจากพื้น

“ถ้าเช่นนั้นจะให้ข้าเข้าใจว่ามันล่องหนหายไปพร้อมโดมน้ำหรือ? ใครเป็นผู้ถือเวทตุลาการคนสุดท้าย”

“ทะ...ท่าน...ไทรา ขอรับ”

“เธออยู่ไหน!”

“ทะ...ท่านออกเวรไปแล้วขอรับ”

“ไปตามมา!”

วาริชเหวี่ยงร่างนายทหารลงกับพื้น มันก็รีบลนลานออกไปตามคำสั่งโดยทันที ข้าหลวงใหญ่แห่งมายาเล กำหมัดแน่น ข้าอุตส่าห์ได้มันมาอยู่ในมือแท้ๆ....

 

“เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ? ท่านวาริช”

เสียงทุ้มกังวานทักขึ้นจากเบื้องหลัง ก่อนที่ร่างของอนุตราทิตย์แห่งตะวันออกจะปรากฏกายขึ้น หัสรังสีมาพร้อมด้วยนายทหารประจำวังสุริยันอันโอ่อ่ากลุ่มหนึ่ง ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มจะมาขอพบท่านข้าหลวงใหญ่เพื่อปรึกษาหารือกิจในวันพิพากษา หากเมื่อไม่สามารถพบวาริชในคฤหาสถ์ของท่านได้ เหล่าคนรับใช้จึงแจ้งมาว่าท่านได้มาสั่งการอยู่ที่โดมผนึก

แม้เขตโดมผนึกจะถือเป็นแดนต้องห้าม แต่มันใช้ไม่ได้กับอนุตราทิตย์ผู้อาจถือครองบุริมคทาทิศ หนึ่งในสี่คทาเอกแห่งเทพอาณาจักร

วาริชหันไปตามต้นเสียง เมื่อได้เห็นร่างของหัสรังสี สีหน้าของเขามีความสดชื่นและแจ่มใสขึ้นมาทันที และไม่ต่อว่าอีกฝ่ายแม้แต่น้อยที่เขาบังอาจบุกรุกเข้ามา ส่วนหัสรังสียกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้เหล่าองครักษ์ไม่ต้องติดตามมา ส่วนตัวเขาและวาริชออกเดินเคียงกันเพียงลำพัง

 “เจ้าสาวกดำนั่นมันหายไป!” วาริชกระซิบบอกด้วยความแค้น “นับเป็นความสะเพร่าของข้าเอง ที่ปล่อยให้มันหนีออกไปได้”

หัสรังสีปรายตาไปยังบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของโดมผนึก แววตาของเขาเปล่งประกายปะทุราวกับได้เชื้อเพลิงชั้นดี “เหล่าสาวกดำทั้งชั่วร้ายและร้อยเล่ห์ ต่อให้ท่านมีสถานที่ที่กักขังแกร่งกว่านี้ ก็ไม่สามารถทันเล่ห์พวกมันได้หรอก” หากเสียงที่เขากล่าวกลับมีความสงบ ผิดกับดวงตาที่ลุกโชน

“ข้าสั่งให้ปิดทางเข้าออก หมดทุกทางแล้ว มันจะไม่มีทางออกไปจากมายาเลได้” ข้าหลวงใหญ่แจ้งกับหัสรังสีเบาๆ  สีหน้าของอนุตราทิตย์แห่งตะวันออกมีความกังวลนิดหนึ่ง แล้วจึงกล่าว

“หากมันหนีออกไปได้และแจ้งเรื่องกับศิลาลัย ข้าเกรงว่าโลกาธิบดีจะถือโอกาสนี้ ยกกองทัพมาเหยียบตำหนักนาวา แบบเดียวกับที่ยึดศิลาลัย”

วาริชได้ยินดังนั้นถึงกับเหงื่อตก แม้เขาจะแสดงท่าทีว่าไม่เกรงต่ออำนาจของผู้ครองกาฬธวัช หากแท้จริงแล้วในส่วนลึก เขาก็มีความคิดเหมือนกันชาวเทพทั่วไปคือเป็นชาวเทพที่ยังกลัวเกรงต่อจ้าวแห่งรัตติกาล ผู้พิทักษ์ทวารทมิฬ ผู้สามารถลงทัณฑ์กระทั่งพญามัจจุมาร

“จะทำอย่างไรดี?” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาไม่สามารถปิดบังความหวาดวิตกที่เกิดขึ้นได้

หัสรังสีรอจนวาริชถามคำถามนี้ขึ้น เด็กหนุ่มจึงเอามือไพล่หลังและกระซิบข้อความกับชายมากอาวุโสกว่า “ใจเย็นเอาไว้ ข้ามีวิธีที่ทำให้เจ้าสาวกดำจอมโอหังนั่นยอมเปิดเผยตัวว่าเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดจริง”

ข้าหลวงใหญ่แห่งมายาเลหันขวับ มองเห็นฝ่ายตรงข้ามด้วยสายตาคล้ายคนตาบอดกำลังจะได้พรเนตรวิเศษจากเทพเจ้า

 

......

 

แพขนาดย่อมล่องมาตามลำน้ำสายเล็กๆ ที่ไหลเอื่อยๆ ซอกซอนไปตามผนังโพรงใต้ดิน ผู้ที่ยืนอยู่บนแพคัดท้ายมีสองคน คนหนึ่งแม้เป็นหญิงแต่กลับสูงกว่าเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านตรงข้ามเสียอีก เธอบังคับแพด้วยไม้ไผ่ลำยาวอย่างคล่องแคล่วอย่างผู้ที่เติบโตและใช้ชีวิตมากับลำน้ำ เด็กหนุ่มเสียอีกที่ทำได้ไม่ค่อยถนัดนักเพราะชินกับการถือสายบังเหียนนกมากกว่า

ไทราจดจำเส้นทางคดเคี้ยวในลำธารใต้ดินนี้เป็นอย่างดี แม้ลักษณะของลำน้ำจะไม่กว้างใหญ่นักเมื่อเทียบกับขนาดของแม่น้ำมหาธารธารา แต่ก็ใหญ่พอที่จะให้ไทราและรามิตยืนตัวตรงบนแพได้อย่างสบาย

ทิวากาลไม่ได้มากับทั้งสองด้วย เทพตะวันออกยืนส่งรามิตในตอนปลายสุดของถ้ำใต้ดิน พร้อมกับย้ำนักหนาว่าให้เขารีบเดินทางโดยทันที

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ห้ามเจ้าหันหลังกลับมาโดยเด็ดขาด”  ทิวากาลสั่งเด็กหนุ่มที่ริมโพรงถ้ำ

“ขอรับ” รามิตรับคำ “ฝากท่านกรุณาช่วยบุษบรรณ”

ทิวากาลยิ้มอีกครั้ง “แม่นางน้อยนั่นเก่งกว่าที่เจ้าคิดเยอะนะ รามิต ห่วงตัวเองเสียก่อนเถอะ”

จากนั้นไทราจึงออกแพ รามิตเห็นทิวากาลยืนส่งเขาจนลับสายตา ในวาระนั้นเด็กหนุ่มค่อนข้างแน่ใจเรื่องหนึ่ง ข้าต้องเคยเห็นเขามาก่อน...แต่จำไม่ได้ว่าเมื่อใดและที่ไหนเท่านั้นเอง

 

“ธารใต้ดินในถ้ำนี้มีทางเชื่อมต่อกับชายฝั่งนอกเขตมายาเล เมื่อไปถึงทางออกแล้ว ข้าคิดว่าคงเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับท่าน” ไทรากล่าวเมื่อแพล่องธารใต้ดินมาระยะหนึ่ง

“โปรดเรียกข้าว่ารามิต” สาวกแห่งปราสาทจันทรคราสพูด “ข้าฝากเวหาไว้ที่ปักษาคารที่ท่าเรือ หากไปถึงที่นั่นข้าก็สามารถเดินทางไปศิลาลัยได้ภายในวันเดียว”

ไทราพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้

“แล้วท่านล่ะ ท่านไทรา? ท่านจะไม่เดือดร้อนหรือที่ปล่อยข้าออกมาเช่นนี้”

“ข้าได้ให้คำสัตย์ไปแล้วว่า ท่านจะได้รับความยุติธรรม เมื่ออยู่ในมายาเล” หญิงชาวบาดาลกล่าวตัดบท “ท่านรามิตโปรดอย่ากังวล แม้ข้าเป็นเพียงเทวรักษ์แห่งบาดาลชั้นสามัญ แต่ข้าสามารถเอาตัวรอดได้แน่”

หลังจากนั้นไทราทำสัญญาณมือให้หยุดการสนทนาไว้ก่อน สีหน้าของเธอขึ้งเครียดในทันใด

“มีคนตามมาหรือ?” เขากระซิบถาม

ไทราส่ายศีรษะหากสะกิดให้เด็กหนุ่มดูที่ผนังถ้ำที่รายล้อมตัวอยู่ ในทีแรกรามิตไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติ เพราะใจมัวแต่จดจ่ออยู่กับปลายลำน้ำที่จากมา ทว่าเมื่อไทราชี้นิ้วบอกตำแหน่งเหนือศีรษะนั่นเอง สิ่งที่เขาเห็นทำเอาศิษย์เอกจอมเทพถึงกับขนลุกเกรียว

เหนือท้องน้ำในแทบทุกอณูของผนังถ้ำใต้ดิน คลาคล่ำไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาดจำพวกหนึ่ง พวกมันต่างเกาะก่ายและปีนป่ายทับกันไปมา เสียงร้องแหลมน่ารำคาญของพวกมันถูกเสียงของสายน้ำภายในถ้ำกลบไปเสียสิ้น ทั้งหมดดูคล้ายกับค้างคาวตัวเขื่อง ที่มีปีกยาวงอกออกมาจากด้านหลัง นิ้วสามนิ้วเกาะยึดตามผนังถ้ำอย่างชำนาญ คมเขี้ยวยาวโค้งออกมาจากปาก น้ำลายเมือกไหลหยดเปรอะไปทั่วผนังถ้ำ และบางส่วนก็หล่นลงมาบนเสื้อผ้าของพวกเขา แม้ดวงตาที่จ้องออกมาจะแสดงความไม่เป็นมิตร หากก็ไม่มีตัวไหนบินออกมาจู่โจม

 “นี่ไม่ใช่เวลาหากินของพรายน้ำ” ไทราเอ่ยเบาๆ แต่ถึงกระนั้นท่าทีระวังระไวของเธอก็ไม่ได้ทำให้รามิตวางใจเท่าไหร่นัก หากต้องสู้กับพรายน้ำกระหายเลือดนับพันตัวในสถานที่คับแคบ และเหลือพละเวทอยู่เพียงครึ่งหนึ่งเช่นนี้ การรอดออกไปโดยสวัสดิภาพเห็นจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ มิน่าเล่าจึงไม่มีหน่วยล่ากลุ่มไหน มาตามล่าพวกเขาในธารใต้ดินแห่งนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีพรายน้ำตัวไหนเข้ามาทำร้าย นอกจากทิ้งคราบน้ำลายสกปรกลงบนร่างของผู้บุกรุก จู่ๆ ไทราก็หันทิศทางของแพเบนเข้าสู้เส้นทางอีกเส้นหนึ่ง ทิ้งธารสายหลักและรังของพรายน้ำไหลลึกเข้าไปในส่วนดำมืดของโพรงใต้ดิน

 “เราต้องลงแพที่นี่” เธอกล่าว

ทั้งสองช่วยกันลากแพไม้ขึ้นไปที่โขดหิน แล้วซ่อนมันไว้ที่ในโพรงมืดแห่งหนึ่ง ในตอนนี้แสงสว่างในถ้ำพอมีให้เห็น แต่มันก็ไม่สว่างพอที่จะเดินเข้าไปสู่ทางออกที่อยู่ลึกเข้าไป ไทราค้นหาของในถุงสัมภาระก่อนจะหยิบคบไฟออกมา  หากเธอดูเหมือนร่ายมนตร์ไม่สำเร็จ จึงสบถออกมาเบาๆ

“ให้ข้าช่วย…” รามิตกล่าวแล้วจึงวางมือลงบนคบเพลิงของเธอ เพียงชั่วครู่เดียวไฟก็ลุกพรึ่บขึ้นมา

“ท่าน? หายดีแล้วหรือ?” ไทราถามด้วยความฉงน แม้คาถาเรียกไฟ ไม่ใช่มนตร์ที่ทรงพลังนัก แต่เมื่อเทพแห่งทิศใต้ ที่พื้นฐานเชี่ยวชาญพลังของน้ำ การเรียกไฟจึงกลายเป็นของยากทันที

“ดีขึ้นมากแล้วล่ะขอรับ ท่านคงไปช่วยเอาข้าออกมาจากโดมนั่นเร็ว” รามิตหันไปทางโพรงถ้ำที่เป็นทางออก แล้วหันไปจุดคบไฟอีกอันหนึ่ง

“บอกทางให้ข้าด้วยก็แล้วกัน”

ไทราอยากบอกความจริงกับรามิต แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนใจ หันมากระชับสัมภาระในมือ ก่อนจะบอกเส้นทางคร่าวๆ  จึงเดินตามหลังเด็กหนุ่มไป

หากไม่ได้ความช่วยเหลือของท่านทิวากาล ข้าคนเดียวคงทำไม่สำเร็จ....

จริงๆ แล้วโดมพิพากษามีคำสั่งให้ทิ้งทูตแห่งศิลาลัยไว้ในโดมน้ำอย่างน้อยหนึ่งวันหนึ่งคืน ซึ่งเวลานานขนาดนั้นหากเป็นเทพชั้นสามัญ พวกเขาคงสูญพลังเทพไปแล้ว...ในทีแรกเธอเองก็แปลกใจที่เทพตะวันออกยอมตกลงช่วยเหลือ เมื่อเธอพาทิวากาลย้อนกลับมาเปิดประตูโดม เธอตกใจ เพราะในโดมน้ำที่กักขังศิษย์เอกอจอมเทพ น่าจะแปรเปลี่ยนไปเป็นสีดำแห่งรัตติกาล...แต่กลับไม่ใช่

โดมผนึกทั้งหลังกลับกลายเป็นสีตรงข้าม...ไม่สิ...ในความรู้สึกของเธอแล้วโดมดั่งเหมือนกลายสภาพเป็นดวงอัคคี ในขณะที่เธอตื่นตระหนกในภาพที่เห็น ทว่าทิวากาลกลับมีปฏิกิริยาไวกว่าเขาพุ่งร่างเข้าไปในดวงอัคคีนั้น ไม่นานก็แบกร่างไร้สติของศิษย์เอกจอมเทพกลับออกมาด้วย

ทว่าในตอนนั้นร่างของทูตจากศิลาลัยกลับเย็นเฉียบ เส้นผมสีเงินอมทองที่เธอจำได้ติดตาตั้งแต่เห็นครั้งแรกกลับกลายเป็นสีดำสนิท หลังจากนั้นทิวากาลจึงร้องบอกไทราออกห่างโดมผนึกโดยเร็ว ส่วนทิวากาลย้อนกลับไปที่โดมผนึก ในวาระแรกไทราคิดว่าเขาคงจะกลับไปทำให้โดมผนึกกลับสู่สภาพเดิมเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต ทว่าเธอกลับคาดการณ์ผิดถนัด ทิวากาลกระแทกไม้เท้าของตนลงบนพื้นดังตึบ โดมอัคคีสั่นไหว ไม่นานนักไฟที่อยู่ภายในก็ถูกเผาไหม้ มันสูญสลายอย่างรวดเร็วโดยไร้ควันหรือเขม่าไฟ

ดวงอัคคีนั้นสูญหายไปในเวลาพริบตาเดียว

 

......

 

เมื่อทั้งสองเดินมาถึงทางออก แสงจากคบเพลิงจึงไม่จำเป็น  ประตูทางออกมีแต่เถาวัลย์เลื้อยพันไปมา แต่เพียงไทราผลักเบาๆ ประตูนั้นก็เปิดออกอย่างง่ายดาย ครั้นเดินต่อมาได้ครึ่งทาง ทันใดนั้น มังกรบินตัวหนึ่งก็พุ่งจากท้องฟ้าลงมา และมันไม่ได้มาตัวเดียว ด้านหลังของมันมีสดายุตัวหนึ่งบินตามมาอยู่ไม่ห่าง คล้ายยังไม่วางใจในตัวเพื่อนใหม่...หากเมื่อสายตาที่ดีกว่าของ ‘นกศึก’ มองเห็นบุคคลที่เพิ่งก้าวเดินออกมาจากดงไม้ มันร้องเสียงแหลม ก่อนจะทิ้งร่างดิ่งลงมาจากท้องฟ้าในทันที

สดายุถลาร่อนลงถึงพื้นก่อนมังกรบิน บนหลังของมันเต็มไปด้วยเครื่องสัมภาระการเดินทางครบถ้วน...รามิตทันเห็นเพียงแค่ปลายปีกของวิหคเทพเพราะมันรีบวิ่งรี่เอาหัวมาซุกที่ด้านข้างของรามิตด้วยความรักในเจ้าของอย่างยิ่ง ส่วนไทราสั่งให้มังกรของเธอยืนนิ่งและหุบปีกทั้งสองข้าง ซึ่งมันก็เชื่อฟังแต่โดยดี เธอยกมือขึ้นกอดอกมองดูอาการที่ไม่เคยเห็นของวิหคเทพที่ขึ้นชื่อว่า ‘หยิ่งผยอง’ ที่สุดในบุราทิศด้วยแววตาพิศวง

“อ้อ...นี่ไม่ใช่สดายุหรอกขอรับ” รามิตพูดพลางลูบหัวของเวหา และค่อยๆ ผลักมันเบาๆ  “ต้องขอบคุณท่านที่ช่วยเป็นธุระให้”

หากในขณะที่เธอจะเอื้อมมือไปลูบมัน เวหากลับเบี่ยงออก

“ขอโทษขอรับ เผอิญมันมีความทรงจำที่ไม่ดีเท่าไหร่เกี่ยวกับผู้หญิง” รามิตบอกเสียงอ่อย

ไทราขมวดคิ้ว

 

......

 

ในเวลาต่อมาไม่นานรามิตตรวจสภาพสายบังเหียนนกและสายคาดนิรภัยเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อออกเดินทางกลับไปศิลาลัย เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังอยู่ด้านหลัง เขาจึงหันไปตามทิศที่มาของเสียงเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าและท่าทางวิตกกังวลของอัศวินีมังกรเขาจึงออกปากถามทันทีว่ามีเรื่องใดเกิดขึ้น

หญิงชาวบาดาลฝืนยิ้ม ส่ายศีรษะ “ไม่มีอะไร....ท่านรีบออกเดินทางเถอะ จะได้ถึงศิลาลัยก่อนค่ำ”

ทั้งสองเปลี่ยนชุดที่เปื้อนน้ำลายพรายน้ำที่แสนสกปรกออกแล้ว เด็กหนุ่มกลับมาอยู่ในชุดของปักษบาลแห่งปราสาทจันทรคราสสีดำสนิททั้งตัว ส่วนไทราก็เปลี่ยนมาอยู่ในชุดอัศวินีมังกรเต็มยศและถือโลหะมาลาของอัศวินไว้ในมือข้างหนึ่ง รามิตมองดูท้องฟ้าเบื้องบนหันไปทางศิลาลัย จึงหยิบชุดหนังกันลมมาสวมทับ ในวาระนั้นศิษย์เอกจอมเทพก็ยังไม่มีความสบายใจที่จะต้องทิ้งอัศวินีมังกรไว้เบื้องหลัง เขาจึงบอกให้เธอบินไปศิลาลัยพร้อมกันและเขาจะเป็นผู้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดแก่โลกาธิบดีเอง เชื่อว่านายท่านต้องเข้าใจ ทว่าไทรากลับหยิบโลหะมาลาออกมาสวมก่อนจะกล่าวตอบ ทำให้รามิตไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของฝ่ายตรงข้ามได้ชัดเจนนัก

 “ข้าเป็นเทวรักษ์แห่งบาดาล นี่คือบ้านของข้า ข้าเข้าใจเจตนาท่านดี หากข้าได้ตัดสินใจไปแล้ว และขอให้เดินทางโดยปลอดภัย”

รามิตถอนหายใจ “ข้าน่าจะรู้ว่าเปลี่ยนใจท่านไม่ได้”

เมื่อได้ยินทั้งนั้น ไทราจึงยิ้มและเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องเป็นกังวลเรื่องของเธอ

“หากมีโอกาส ข้าอยากให้อุดากันลองบินแข่งกับเวหาของท่าน”

กล่าวจบ เจ้ามังกรบินที่ตัวป้อมกว่าลืมตัวถึงกับกระโดดเหยง พร้อมกับส่ายศีรษะไปมา

รามิตพยักหน้ารับ “ข้าก็หวังเช่นนั้น ขอให้ท่านโชคดีเช่นกัน”

ไทราและอุดากันขยับตัวหลีกทางให้ เวหากางปีกกว้างและทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความรวดเร็ว มังกรบินมองตามด้วยสายตาละห้อย

“ข้าพูดเล่นหรอกน่าอุดา...” ไทราตบหัวมังกรบิน “ใครจะบินตามศิษย์เอกจอมเทพทันกันเล่า?”

หญิงสาวถอนใจยาว ละสายตาจากท้องฟ้า ไม่ว่าจะอย่างไรเธอต้องกลับไปรับโทษที่มายาเล....

น่าเสียดายนัก แต่เราคงไม่มีโอกาสได้บินร่วมกัน

 

อ่านบทต่อไป

 

ผู้เขียน  รัณ ศยา
สำนักพิมพ์เรนโบว์

rainbow 2 comments จ้าวจตุรทิศ, ภาคอาศิรวิษ, รัณ ศยา, แฟนตาซี 06-11-2015 00:43:36

2 Comments

แสดงความคิดเห็น

กรุณากรอกข้อมูลที่มีเครื่องหมาย *

*