แฟนตาซี Fantacy
Alt text
จ้าวจตุรทิศ2 ภาคอาศิรวิษ บทที่ 8 สุริยาผู้มอดไหม้

ณ สถานที่รับรองเทพตะวันออกแห่งมายาเล

หัสรังสีก้าวฉับๆ มาตามทางเดินที่ตกแต่งด้วยอัญมณีและหยกสีเขียว ทุกหนแห่งถูกประดับไปด้วยหินล้ำค่าตั้งแต่เครื่องเรือนชิ้นเล็กเช่นโคมเทียนไปจนถึงซุ้มประตู เขาเดินสวนกับหญิงรับใช้ที่เดินกึ่งวิ่งออกมาจากห้องหนึ่ง ท่าทางของพวกเธอเหมือนกับเพิ่งหนีสิ่งที่แสนน่ากลัว อนุตราทิตย์แห่งตะวันออกใช้หางตาเหลือบมอง เขาเพียงแต่พยักหน้ารับกับเหล่าหญิงรับใช้ที่หยุดทำความเคารพก่อนจะสาวเท้ายาวๆ ตรงไปยังห้องๆ หนึ่ง

เสียงตวาดของใครบางคนที่อยู่ในห้องดังลั่นก่อนที่หัสรังสีจะเดินเข้าไปเสียอีก หญิงรับใช้อีกสองนางทุลักทุเลออกมาจากห้อง จนแทบจะชนกับหัสรังสี อนุตราทิตย์แห่งตะวันออกโบกมือเป็นเชิงไล่ คนรับใช้หญิงพากันโล่งใจ จึงทยอยตามกันออกไป

 “เทพแห่งอุตราทิศ ข้ายังต้อนรับเจ้าไม่ดีพออีกหรือ?” หัสรังสีกล่าวกับบุคคลที่อยู่ในห้อง

คนผู้นั้นเมื่อเห็นร่างของทายาทแห่งวังสุริยัน ก็กระโจนเข้าใส่ แต่ยังไม่ทันที่จะสัมผัสร่างเด็กหนุ่ม คนผู้นั้นกลับกระเด็นออกไปทางทิศตรงข้าม ราวกับมีผนังล่องหนกางกั้นเอาไว้

 “ปล่อยข้าออกไป!” เมื่อจู่โจมหรือทำร้ายอีกฝ่ายไม่ได้ เสียงตวาดจึงกลับมาอีกครั้ง

หัสรังสียิ้มบางๆ ที่มุมปาก เขาขยับเก้าอี้ไม้ตัวที่ใกล้ที่สุดหันหน้าเข้าหาแล้วทรุดกายลงนั่ง เอาแขนข้างหนึ่งเท้าไว้บนพนัก ยกขาขึ้นไขว่ห้าง และยิ้มยียวน

“ข้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก แม่นางบุษบรรณ”

เทพนักรบแห่งทิศเหนือชักเหลืออดกับท่าทีที่เหนือกว่าของเทพตะวันออก เธอชักเท้าเตะพลั่กไปที่มนตร์ครอบอย่างหัวเสีย หากมนต์ครอบอัคคีของเทพตะวันออก แข็งแกร่งเกินกว่าเทพนักรบเพียงผู้เดียวจะทำลายได้

“ข้าจะให้พี่ชายของข้าจัดการกับเจ้า!”

หัสรังสีระเบิดหัวเราะลั่น ดวงตาวิบวับของเขากำลังฉายแววขบขัน

“เทพนักรบแห่งภูระเหลือแต่ชื่ออย่างนั้นหรือ? เมื่อบังสูรย์สูญสิ้นกำลังเวท พวกเจ้าก็ไม่ต่างไปจากเผ่าเทพนักรบธรรมดา”เมื่ออีกฝ่ายพูดจี้ใจดำ บุษบรรณแทบร้องกรี๊ด

“ข้าจะฆ่าเจ้า!”

“ถ้าเช่นนั้นเจ้ารีรอะไรอยู่เล่า? ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว” เขากางมือออกเป็นเชิงท้าทาย

บุษบรรณกระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ เธอเดินวนเวียนไปมาราวกับนางเสือที่โดนขัง

“ข้าจะให้เวลา....” หัสรังสีกล่าวเรียบๆ

“หากเจ้ายอมร่วมมือกับข้า บอกความจริงกับสภาโกมุทว่าผู้ที่ลงมือใช้เวททำร้ายกัญหา มาจากน้ำมือของสาวกดำ ผู้เป็นศิษย์เอกของจอมเทพ”

“หูแตก ประสาทเสื่อมหรือเช่นไร? ข้าบอกสักร้อยครั้งแล้ว ว่าตอนที่ข้าไปถึง ข้าไม่เห็นผู้ใด...”

หัสรังสีถอนใจยาว ส่ายศีรษะช้าๆ และลุกขึ้นยืน “ข้าคิดว่าเจ้าจะฉลาดกว่านี้เสียอีก”

บุษบรรณจ้องตอบด้วยสายตาเกรี้ยวกราด

“ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องส่งเจ้าให้กับโดมพิพากษา....น่าเสียดายจริงๆ ที่ชื่อของเทพนักรบแห่งภูระต้องมาหมองมัวอีกครั้ง คิดดูให้ดีนะบุษบรรณ....ในฐานะที่เจ้ากับข้าเคยร่ำเรียนในสำนักหลวงด้วยกันมาก่อน หากเจ้าแต่เพียงบอกว่าใครเป็นคนร้าย เจ้าจะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งใด เทพนักรบก็จะหวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะยกเจ้าให้เป็นผู้นำก็ได้นะ”

“เจ้ามันร้ายนัก วันหนึ่งรามิตจะมาจัดการเจ้า!”

ชื่อของศิษย์เอกจอมเทพทำเอารอยยิ้มของอนุตราทิตย์แห่งตะวันออกจางหายไปในทันทีกลับมีประกายตาคุโชนราวเปลวเพลิงมาแทนที่

“เจ้ายังคิดว่าเจ้ามนุษย์ชั้นต่ำนั่นจะมาช่วยเจ้าหรือ? ไม่รู้รึว่ามันหนีเอาตัวรอดไปเพียงผู้เดียว ป่านนี้มันคงวิ่งไปซุกหัวอยู่ในปราสาทตะวันตก และทิ้งให้เจ้ารับผิดเพียงลำพัง”

“เจ้าโกหก!” เธอตะโกน

รอยยิ้มของหัสรังสีกลับมาอีกครั้ง “ข้าจะกลับมาพบเจ้าก่อนที่จะส่งตัวให้ทหารบาดาล และหวังว่าจะได้รับคำตอบที่น่าพอใจ มิฉะนั้นแล้วข้าคงไม่ต้องบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”

กล่าวจบหัสรังสีก็หัวเราะ ลุกขึ้นยืนเพื่อออกไปจากห้อง ในขณะนั้นมีผู้รับใช้เดินเข้ามายื่นสาส์นสีขาวประทับตราด้วยครั่งสีแดงแก่เทพตะวันออก สาส์นฉบับนั้นเขียนด้วยอักษรประดิษฐ์อันงดงาม เมื่อครั้งแรกที่เปิดอ่านหัสรังสียังคงรักษารอยยิ้มเอาไว้ได้ แต่ทว่าเมื่อสิ้นบรรทัดสุดท้ายอารมณ์แจ่มใสของอนุตราทิตย์หนุ่มก็พลันปลาศนาการตามไปด้วย

หัสรังสีม้วนสาส์นคืนโดยไม่กล่าวสิ่งใดออกมา เขาหมุนกายออกจากห้อง เสื้อคลุมสีแดงเข้มสะบัดโดยแรง

 

......

 

โดมสีขาวอมเขียวขนาดต่างๆ นับร้อยโดม รวมกันอยู่เป็นเวิ้งขนาดใหญ่ สถานที่แห่งนี้ช่างผิดแปลกไปจากลักษณะของที่คุมขังโดยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะโดมน้ำอันเป็นสถานที่กุมขังนักโทษเพื่อรอคำพิพากษานั้นแทนที่จะปิดทึบกลับมีลักษณะโปร่งใสจนสามารถเห็นสิ่งที่อยู่ภายนอกได้รางๆ ผนังที่กางกั้นก็บางเบาจนเหมือนว่าเพียงแค่ใช้พละเวทเพียงนิดเดียวก็สามารถทำลายอย่างง่ายดาย

แต่ทว่าโดมน้ำหรือโดมผนึกแห่งนี้ กลับมีชื่อเสียงร่ำลือว่าสามารถจองจำแม้แต่จ้าวเทวาทิศมาแล้ว นี่คือสถานที่ต้องห้ามของมายาเล และน้อยคนนักที่จะปรารถนาเข้ามาแม้เพียงเยี่ยมชม นอกจากนี้ในมายาเลยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไม่แพ้ความร้ายกาจของโดมน้ำประหลาด นั่นคือเหล่าผู้คุมแห่งโดมผนึก หรือที่ชาวบาดาลเรียกกันว่า จัณฑบาท พวกมันคือเดรัจฉานระดับล่างสุดแห่งแดนใต้ ไม่มีใครเคยเห็นรูปร่างที่แท้จริงของพวกมันชัดเจนนักเนื่องจากพวกจัณฑบาทมักห่อคลุมกายด้วยชุดคลุมรุ่มร่ามสีเขียวเข้ม ยาวตั้งแต่หัวจนลากพื้น แต่เมื่อพวกมันเคลื่อนกายแลดูคล้ายกึ่งเลื้อยกึ่งเดิน มือและขาที่บางครั้งโผล่พ้นชุดออกมาเป็นพังผืด ซ้ำยังซ้อนเกล็ดหนาทำให้ผู้คนในมายาเลเองก็ไม่อยากเห็นทั้งร่างของมันเช่นกันว่าเป็นอย่างไร

แม้จัณฑบาทจะพูดออกเสียงเป็นภาษากลางในบุราทิศไม่ได้ แต่พวกมันก็สามารถเข้าใจคำสั่งเป็นอย่างดี แม้จะดูก้าวร้าวแลดูเป็นพิษภัยแต่ถ้าหากพวกมันยอมรับใครเป็นเจ้านายแล้วก็จะซื่อสัตย์ต่อผู้นั้น แบบเดียวกับมังกรเลี้ยง เหล่าจัณฑบาทเป็นชนชั้นรับจ้างทำงานหนักอยู่ในมายาเลหลายร้อยปีแล้ว แต่น่าเสียดายนักพวกมันกลับถูกเลือกจดจำในฐานะผู้คุมคุกแห่งโดมน้ำอันน่าสะพรึงกลัวมากกว่า

 

......

 

ร่างของเด็กหนุ่มนอนคว่ำบนพื้นโดมอันเย็นเฉียบ ประตูโดมถูกปิดผนึกแน่นด้วยเวทตุลาการ นักโทษภายในโดมน้ำจึงไม่จำเป็นต้องถูกสวมตรวนอีก เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งร่างของผู้ที่โดนจองจำอยู่จึงมีการขยับเขยื้อน

ภายในเย็นเฉียบ...กระทั่งคนที่คุ้นเคยกับสภาพอากาศหนาวเย็นของทุ่งกาลีอย่างรามิตยังต้องตัวสั่น

รามิตพยายามลุกนั่ง ใช้มือขวาลูบไปที่ต้นแขนซ้ายที่โดนคมมีดของวาริช ความจริงบาดแผลไม่ได้ร้ายแรงนัก หากว่าเขาไม่ได้โดนทำร้ายตอนกำลังร่ายเวทอยู่มันคงไม่หนักหนาสาหัสเพียงนี้ เมื่อบาดแผลที่แขนพอทุเลาลง ศิษย์เอกจอมเทพจึงค่อยๆ ยันกายขึ้นจากพื้น เด็กหนุ่มมองสภาพภายในโดมน้ำประหลาดและลุกขึ้นเดินสำรวจรอบๆ  มันใหญ่โตทีเดียวสำหรับเพื่อกักขังคนเพียงคนเดียว...เขาตระหนักได้ในทันทีว่าเมื่อทางออกถูกปิดกั้น คนด้านในไม่มีทางใช้เวทใดๆ ติดต่อกับโลกภายนอกได้เลย แน่นอน...รวมทั้งการเบิกเส้นทางอุโมงค์แห่งภูตด้วย

เขาถูกขังเสียแล้ว

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองยอดเพดานโดม ผนังสีขาวดูเหมือนจะมีเส้นสีเขียวเพิ่มเป็นริ้วมากขึ้นกว่าที่เห็นเป็นครั้งแรก พวกมันมองดูคล้ายเส้นเลือดของสัตว์ประหลาด เมื่อนั้นศิษย์เอกจอมเทพเดินไปที่ผนังด้านหนึ่ง จากนั้นเอามือสัมผัสเหมือนต้องการพิสูจน์ทฤษฏีในใจ

ทันใดนั้นผนังโดมที่กำลังหิว พลันดูดมือของเขาเข้าไปจนแนบกับผนัง รามิตสะดุ้ง สะบัดออกโดยเร็ว มือของเขาข้างนั้นเกือบจะด้านชาในทันใด โดมน้ำทั้งโดมพลันสั่นไหว เส้นริ้วสีเขียวทวีจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับเพิ่งได้ดื่มกินน้ำเลี้ยงจึงทำให้มันยิ่งแข็งแกร่ง

เช่นเดียวกับเถากาลีในแดนตะวันตก ความเย็นที่เขาสัมผัสจึงเป็นพลังของเขาเองที่ถูกโดมยักษ์นี้ค่อยๆ ขโมยเอาไปหล่อเลี้ยงชีวิตมัน รามิตตัดสินใจร่ายเวทอีกหลายครั้ง ก่อนจะพบว่ามันไม่เกิดประโยชน์แม้แต่น้อย มีแต่จะเพิ่มแถบริ้วสีเขียวให้เพิ่มมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงไม่สามารถพยุงกายได้อีก  ร่างของศิษย์เอกจอมเทพทรุดลงบนพื้นและล้มลงในที่สุด

ดวงตาของเขาพร่าเลือน ภาพสุดท้ายที่เห็นคือทั่วทั้งโดมกำลังจะแปรสภาพและยิ่งบีบรัดจนเขาแทบหายใจไม่ออก

 

......

 

ประตูหน้าห้องโถงก็ถูกผลักออกโดยแรง พร้อมกับร่างของคนสองคนตรงช่องประตูนั้น

“บางทีท่านอาจจะอยากชมคทาของเราก่อนวันงาน”

เสียงชายคนแรกดังขึ้นมาก่อน จึงก้าวเท้าเข้ามาภายใน

ชะรอยบุคคลที่เขาเชื้อเชิญเข้ามาคงเป็นผู้สำคัญ ทำให้ผู้กล่าวเกิดความประหม่าจึงไม่ทันได้สังเกตความผิดปรกติในห้องโถงใหญ่ ที่มีร่องรอยของธุลีเวทสีดำลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ภายในห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าประกอบด้วยเสาระเบียงถึงสี่คู่สองแถว ระยะห่างตรงกลางระหว่างเสาคู่กลางนั้นมีความกว้างและโอ่โถงขนาดที่รถศึกของจ้าวเทวาทิศพร้อมอาชาและเทวรักษ์สามารถเคลื่อนขบวนเข้ามาได้อย่างสบาย จากความกว้างขวางภายในห้องนี่เองทำให้แสงสว่างจากระเบียงเสากลางไม่สามารถส่องไปถึงปลายสุดของห้องได้

แต่ในทันทีที่หัสรังสีเข้ามาในโถง คบเพลิงในทุกที่ในห้องก็จุดขึ้นได้เอง แสงสว่างของพระเพลิงจึงเข้ามาแทนที่ละอองสีดำ ในที่สุดก็เหลือเพียงแสงสว่างแห่งมรกตคทาในโถงด้านในเท่านั้นที่สามารถต้านทานพลังของสุริยเทวาไว้ได้

ชายคนแรกแสดงท่าทีนอบน้อมต่อว่าที่จ้าววังตะวันออกอย่างยิ่ง แม้ดูจากอายุแล้ว อีกฝ่ายมีอาวุโสกว่าหัสรังสีไม่น้อย สายตาคมกริบของหัสรังสีกวาดตามองทั่วห้องโถง ก่อนจะหยุดสายตาที่แท่นศิลาของคทาทิศ

แสงสีมรกตเย็นตา …แต่ไม่ถึงกับเยือกแข็งเฉกรัตติกาล

ร้อนแรง…หากไม่ทรงพลังเท่าพระเพลิง

แต่ถึงกระนั้นคทาทิศเล่มนี้ก็ดูเหมือนจะแฝงพลังลึกลับ

สมุทรมรกตคทาคืนอำนาจที่แท้จริง

ร่างเด็กหนุ่มที่ในอีกไม่กี่ปีคงจะเติบใหญ่เป็นเทพตะวันออกผู้สง่างามเดินช้าๆ เข้ามาในห้อง ข้างๆ เขาคือชายที่มีอาวุโสมากกว่า สวมผ้าโพกศีรษะสีเขียวอ่อนแบบทิ้งชายยาว เสื้อคลุมตัวหน้าสีเขียวเข้มปักด้วยดิ้นทองบ่งบอกความไม่ธรรมดาของฐานะทางสังคม

“งานครั้งนี้ท่านวาริชคงจะเหนื่อยมาก ข้าได้ยินมาเป็นงานใหญ่ที่สุดนับแต่ท่านปากันต์ได้ครองแดนใต้”

วาริช ผู้เป็นข้าหลวงใหญ่ประจำนครยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบ

“ทางสภาขุนนางอยากให้งานในวันยกคทาเป็นที่เลื่องลือไปจนทั้งสี่ทิศ ข้าเองแม้จะมีความเห็นที่แตกต่าง แต่ก็ขัดมติที่ประชุมไม่ได้”

เมื่อได้ยินประโยคของข้าหลวงใหญ่ หัสรังสีเลิกคิ้วขึ้นคล้ายสงสัย ฝ่ายวาริชถอนใจยาว จึงชี้แจง “บอกตามตรง ข้าเองไม่คิดว่าจะมีผู้ใดในแดนใต้ ถอนคทาออกมาจากแท่นได้หรอก”

“เหตุใดท่านกล่าวเช่นนี้?”

“ท่านเองก็รู้…” วาริชมองหน้าชายที่อ่อนอาวุโสกว่า “ว่าคทาทั้งสี่เล่มคืนอำนาจมาได้อย่างไร…ข้าไม่เชื่อว่าจ้าวปราสาทจันทรคราสจะกระทำโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน…ข้ากลัวนักว่า…”

“ท่านกลัวว่าสมุทรคทาจะไม่ตอบสนองต่อเทพทิศใต้ แต่กลับจะสนองผลต่อ ‘เทวะ’ แดนตะวันตกแทน” หัสรังสีต่อให้ “แต่ท่านอย่าลืมว่า บุริมคทาทิศก็ได้รับอำนาจคืนมาเช่นกัน หรือท่านหมายความว่าพวกข้าได้สวามิภักดิ์ต่อจ้าวประตูดำนั่นสิ้นแล้ว” ทั้งประโยคหัสรังสีกล่าวด้วยสายตาวาวโรจน์

หากอีกฝ่ายกลับยิ้มเล็กน้อย พร้อมโคลงศีรษะ “ข้าไม่อาจเอื้อมปรามาสตระกูลแห่งสุริยเทวาเช่นนั้น แม้ตอนนี้ความมืดจะครองจตุรบัลลังก์ แต่ในไม่ช้ารุ่งอรุณจะมาเยือนและขับไล่ราตรีไปจนสิ้น”

“ท่านหมายความว่า…” หัสรังสีเอ่ยค้าง ไม่เข้าใจนัยความหมายของผู้มากอาวุโส ซึ่งวาริชเองก็ไม่รอช้ารีบประกาศออกมาอย่างชัดเจนกลางโถงของตำหนักนาวา

“ข้าในนามของหัวหน้าเผ่ามังกร…มีความยินดีที่จะเสนอชื่อท่านเป็นตัวแทนผู้ยกคทาของเผ่า เพื่อให้ท่านมีสิทธิครองมรกตคทา”

ความเงียบเข้ามาปกคลุมทั่วห้องโถง ก่อนที่อนุตราทิตย์หนุ่มจะเป็นฝ่ายเสหัวเราะขึ้นเบาๆ

“ท่านอย่าล้อข้าเล่นเช่นนี้ ถึงอย่างไรข้าก็ยังสนับสนุนเทวาทิศองค์ใหม่ในสภาโลกุตราแน่นอน”

“ข้าไม่ได้ล้อเล่น…การที่จ้าวปราสาทจันทรคราสได้เป็นจอมเทพก็เนื่องจากบิดาท่านสิ้นชีพ…ไม่ได้มาจากความต้องการของชาวเทพทั้งอาณาจักร อีกทั้งกองกำลังชั้นสถุลของพวกมันก็เที่ยวออกอาละวาดไปจนทั่ว ในแดนนี้ไม่มีผู้ใดกล้าขวางทางพลังแห่งรัตติกาล นอกจากสุริยเทวา”

หัสรังสีนิ่งเงียบ วาริชพูดต่อด้วยเสียงกระซิบ

“หากท่านได้ครองทั้งบุริมทิศ ทักษิณาทิศ การถล่มปราสาททมิฬและครองอาณาจักรย่อมเป็นเรื่องไม่ยาก”

วาริชเงยหน้าขึ้นไปที่แท่นมรกต เหนือแท่นมีสมุทรคทาทิศปักอยู่ “ข้าคิดว่าหากเป็นพลังอันแข็งแกร่งของท่าน ย่อมต้องยกคทานี้ออกมาได้แน่”

ทันใดนั้นบังเกิดเสียงกระแทกของไม้เท้าดังก้อง พร้อมกับเสียงทุ้มกังวานดังขึ้นจากเบื้องหลัง แม้จะไม่ใช่เสียงคำรามลั่นดุจพญาคชสาร หากหัสรังสีกลับรู้สึกยิ่งกว่าได้ยินเสียงกัมปนาทของสายฟ้าสะเทือนลั่น

“ท่านวาริชให้เกียรติต่อวังสุริยันเกินไปแล้ว!”

 

......

 

น้ำเสียงที่เคยคุ้นทำเอาหัสรังสีถึงกับสะดุ้งและล่าถอยออกมาจากแท่นมุกมรกตราวกับตระหนักว่าตนกำลังทำความผิด บุรุษผู้มาทีหลังเป็นชาวเทพร่างเล็ก ผอมมากจนแก้มทั้งสองข้างซูบตอบคล้ายผู้กำลังป่วยหนัก ชุดที่สวมก็ดูคล้ายบัณฑิตตกยาก เขามาพร้อมกับหญิงรับใช้หน้าตางดงามที่เดินตามมาด้านหลัง

ทว่าชาวเทพที่มีร่างกายทรุดโทรมนี้เองกลับทำให้ทั้งอนุตราทิศและวาริชถึงกับหน้าถอดสี ทว่าฝ่ายหลังคุมสติได้ดีและเร็วกว่าผู้เยาว์วัย

“นึกไม่ถึงว่าตำหนักนาวาจะได้รับเกียรติจากท่านทิวากาล ที่นานทีปีหนท่านจะลงมาจากยอดหอบันไดร้อยขั้น”

“ท่านลุง…” หัสรังสีค้อมศีรษะแสดงความเคารพอย่างรู้จักกาลเทศะ

ทิวากาลไม่มองไปยังทิศที่มาของเสียงหลานชายเลยแม้แต่น้อย เสียงไม้เท้าที่กระแทกพื้นเป็นจังหวะดังก้องไปทั่วห้อง ส่งสัญญาณเป็นนัยว่า เจ้าของไม่ค่อยสบอารมณ์นัก หัสรังสีหลบตาวูบ

สุริยาผู้มอดม้วย…คือคำเรียกขานยามลับหลังของอดีตเทวะแห่งวงศ์พระอาทิตย์ผู้นี้

เขาคือชายร่างประหลาดผู้ทำงานอยู่บนยอดโดมที่เต็มไปด้วยตำรับตำรา แม้เขาจะเป็นเทวะที่มีเชื้อสายหนึ่งในสี่ตระกูลเอกของบุราทิศ ทว่าเครื่องแต่งกายที่สวมใส่กลับดูเก่าคร่ำคร่าและยาวลากพื้น ทำให้ส่วนที่ควรจะเป็นสีขาวกลายเป็นสีเทาหม่น เส้นผมสีเทายาวหยักศกเคลียไหล่ผอมจนดูคล้ายฤษี แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถเห็นเค้าความสง่าเฉกเช่นชาวเทพตะวันออกที่ติดตัวมาแต่กำเนิดได้อย่างถนัด

สิ่งที่น่าพิศวงอีกอย่างหนึ่งของชายผู้นี้คือดวงตาของเขากลับไร้แววแห่งแสงสุรีย์ที่สมควรจะเจิดจ้าดังอาทิตย์มหากาฬ ขาข้างซ้ายตั้งแต่หัวเข่าลงไปถูกพันด้วยผ้าสีขาวอย่างแน่นหนา หากก็ยังแลดูเล็กลีบพิกลพิการ แต่เจ้าตัวสามารถใช้ขาไม้และเท้าปลอมเดินต่างเท้าได้อย่างชำนิชำนาญ โดยไม่ต้องพึ่งพาไม้เท้าช่วยเดินหรือหญิงรับใช้ที่ตามดูแลอยู่ข้างๆ

 

ทิวากาลกระแอมไอจนร่างสะท้าน มัสลินซึ่งเป็นหญิงรับใช้รีบนำยาออกมาจากตลับที่พกติดตัวมาก่อนจะมอบให้มือที่สั่นเทาของเทวตะวันออก หลังจากที่ได้ยาอาการไอของเขาก็ทุเลาลง

“ไปรอข้างนอก รังสี…ลุงมีธุระกับท่านวาริช”

หัสรังสีอ้าปากคล้ายจะเถียง แต่กลับเปลี่ยนใจ แววตาของเขาวาววับ หากไม่ใช่ด้วยแววพิโรธอย่างที่ผ่านมา เหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเดินทางมายังมายาเลของหัสรังสี นอกจากการมากำจัดคู่อริให้สิ้นซากคือ การได้มีโอกาสเยี่ยมเยียนทิวากาลผู้มีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆ หลังจากผู้เป็นบิดาจากไป หัสรังสีก็ไม่เหลือญาติผู้ใหญ่ที่สามารถวางใจได้อีกเลย

ติดอยู่เพียงว่าเทพตะวันออกผู้นี้มีนิสัยรักสันโดษตั้งแต่สมัยหนุ่ม เขาจึงมักไม่ได้พำนักอยู่ในวังสุริยัน หากตะเวนเร่ร่อนไปจนทั่วแดน หัสรังสีเองแม้ไม่เคยพบหน้าลุงของเขาบ่อยนัก แต่ถึงกระนั้นหัสรังสีก็ยังเคารพท่านลุงของเขาเสมอ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขาก็ได้ข่าวว่าในที่สุดท่านลุงของเขาลงหลักปักฐานในมายาเล โดยการรับจ้างเขียนอักษรหรือคำอวยพรเลี้ยงชีพ

การมาคราวนี้เขาจึงตั้งใจจะพาทิวากาลกลับไปวังสุริยันให้จงได้

ท่านเป็นถึงวงศ์สุริยา เทพตะวันออกชั้นสูง จะมามัวรับจ้างหากินไปวันๆ เช่นนี้ได้อย่างไรกัน?

หากทว่ายังไม่ได้เอ่ยชวน ทิวากาลก็ปฏิเสธราวกับคาดการณ์ได้ล่วงหน้า

เมื่อคิดถึงตรงนี้ อนุตราทิตย์แห่งแดนตะวันออกถึงกับอารมณ์ขุ่นมัว หากเพียงชั่วครู่เด็กหนุ่มก็ข่มใจได้ เขาทำความเคารพต่อทิวากาล ก่อนจะเดินตัวตรงจากไป

 “เด็กหนุ่มมักเลือดร้อน อยากบรรลุวัตถุประสงค์โดยไว” ทิวากาลเอ่ยขึ้นเมื่อลับร่างของหลานชายแล้วหันมากล่าวกับวาริชโดยไม่อ้อมค้อม

“บุราทิศแบ่งอำนาจออกเป็นสี่ฝ่าย เพื่อรักษาสมดุลของอาณาจักร มาบัดนี้ท่านตั้งใจจะเป็นผู้ทำลายมัน เพียงเพื่อรักษาหน้าตัวเองงั้นหรือ?”

วาริชหันขวับ มาบัดนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะสวมหน้ากากอีกต่อไป “เราทุกคนต่างก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ท่านทิวา…หรือท่านยอมเต็มใจอยู่ใต้ธงสีดำ”

“ศิลาลัยเป็นเพียงศูนย์กลางหากไม่ใช่ทั้งแผ่นดิน หากพวกท่านรู้รักษาหน้าที่ของตน ไม่ว่าธงสีใดครองบัลลังก์ หรือแม้นไร้จ้าวเทวาทิศย่อมไม่มีวันต้องหวั่นเกรงเภทภัย ท่านเองก็มีวัยวุฒิพอควรน่าจะศึกษาปรัชญาของเทพบัณฑิตเป็นเครื่องนำทาง”

“ท่านพูดเช่นนี้ราวกับไม่ให้เกียรติมหาเทพทรงกลดผู้ล่วงลับ”

“การจากไปของน้องข้าเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ไม่ได้เป็นประกาศิตอ้างให้ท่านฝืนกฎอาณาจักร” ทิวากาลไอออกมาโขลกหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “บุราทิศกำเนิดจากจ้าวเทวาทิศทั้งสี่ หากเมื่อใดที่มันไม่สมดุลย่อมส่งผลโดยตรงต่อเทพอาณาจักร และมันก็ปรากฏให้ประจักษ์แล้วในเหตุการณ์ที่ผ่านมา”

“หึ! ท่านก็พูดแบบนี้ได้ เพราะท่านมีจ้าวเทวาทิศของตัวเองรออยู่แล้ว”

ทิวากาลถอนหายใจ

“รังสียังเยาว์นัก คงเป็นเวลาอีกหลายปีกว่าที่เขาจะเรียนรู้พละกำลังและหน้าที่ที่แท้จริงของจ้าวเทวาทิศ ท่านเองก็ควรจะรอบคอบ แดนใต้แสนกว้างไกลจงอย่ามองแต่เพียงมายาเล บางทีในวันข้างหน้าท่านอาจจะพบเทวาทิศที่แท้จริงของท่าน และนึกเสียใจกับเรื่องในวันนี้ก็ได้”

วาริชเงียบไม่ต่อคำใดออกมา เทพตะวันออกจึงตัดบท

“ความจริงแล้วที่ข้าลงมาจากหอคอยเพราะทราบข่าวเหตุการณ์การถูกทำร้ายของท่านกัญหา บุตรชายคนโตของท่านการิมะผู้นำตระกูลสมุทรา” ทิวากาลเว้นระยะพูดนิดหนึ่ง ขณะที่ตนเองก็ลอบสังเกตอาการลุกลี้ลุกลนของคู่สนทนา “เห็นว่าท่านจับผู้ลงมือกระทำได้แล้วหรือ?”

“เอ่อ...” วาริชตะกุกตะกัก ลอบมองไปยังหน้าประตูอย่างระแวดระวัง “ถูกต้อง...เป็นสาวกดำผู้ลุแก่อำนาจคนหนึ่งลงมือ”

ทิวากาลขมวดคิ้ว “ไหนว่าท่านจับเทพนักรบได้ไม่ใช่หรือ?”

“เฮอะ! เทพนักรบหรือจะร่ายเวทระดับอภิฆาตได้ มันต้องเป็นพละเวทของเทพสายตระกูลหลักเท่านั้น!” เมื่อพูดไปแล้วจึงค่อยคิดได้ว่าหลุดเงื่อนงำที่สำคัญออกไป

“เวทอภิฆาต?” ทิวากาลทวนคำ “แต่เวทนี้หายสาบสูญและกลายเป็นเวทต้องห้ามนานนับร้อยปีแล้วไม่ใช่หรือ?”

“ท่านทิวา...ท่านพูดยังกับไม่รู้นิสัยพวกเทพตะวันตก...ขนาดเวทเบิกอุโมงค์ภูตที่แม้แต่สภาโลกุตราสั่งห้ามนักหนา แต่มันกลับหาได้สนใจไม่”

ดวงตาหม่นเศร้าหากยังคงฉายแววความเฉลียวฉลาด ตวัดมองมาที่ข้าหลวงใหญ่มายาเล

“ดูเหมือนท่านจะไม่พยายามสืบหาที่มาของเวท และปักใจเชื่อว่านี่คือเวทนอกคอกอีกแขนงหนึ่งของรัตติกาล ท่านวาริช...ข้าคิดว่าท่านคงมีหลักฐานที่แน่ชัด การให้ร้ายทูตแห่งศิลาลัยผู้เป็นถึงศิษย์เอกจอมเทพแบบนี้ ท่านคิดว่าโลกาธิบดีจะยอมอยู่เฉยหรือ?”

“หลักฐานหรือ? ข้ามีพร้อมเชียวล่ะ...ดีแล้ว เมื่อท่านกล่าวออกมา” วาริชหยุดคิดคำพูดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว “ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอเชิญท่านเข้าร่วมฟังการตัดสินที่โดมพิพากษาในวันพรุ่งนี้ ดีหรือไม่? เช่นนั้นพรุ่งนี้เราจึงค่อยมาสนทนากันต่อ!”

เมื่อถูกไล่ทางอ้อมเช่นนี้ อดีตเทพตะวันออกจึงไม่คิดจะยื้ออีกต่อไป หากก่อนที่เขาจะเดินออกสู่โถงภายนอก เขาหันมาถาม “ทูตแห่งศิลาลัยผู้นั้น ตอนนี้อยู่ที่ใด?”

ยิ่งถาม วาริชยิ่งมีสีหน้าบึ้งตึง จึงตอบด้วยน้ำเสียงห้วนว่าอยู่ในที่ปลอดภัย

ทิวากาลยิ้มพรายอย่างรู้เท่าทัน “ปลอดภัยของเขา หรือของท่านเล่า?”

หากเขาก็ไม่ได้รอฟังคำตอบ หันหลังกลับเดินออกไปจากห้องพร้อมหญิงรับใช้ ไม่นานนักเสียงไม้เท้าที่ดังกระทบพื้นเป็นจังหวะก็ค่อยๆ ไกลออกไป ทิ้งให้ข้าหลวงใหญ่แห่งแดนใต้ตกอยู่ใต้สภาพถูกกดดัน

 

......

 

เมื่อทั้งนายและบ่าวเดินออกมาจากโถงใหญ่ ทั้งสองก็ไม่เห็นผู้ใดรออยู่ที่หน้าประตู

นอกจากอัศวินชาวเทพเพียงผู้เดียว

เมื่อเห็นทิวากาลก้าวออกมาพ้นซุ้มประตู อัศวินผู้นั้นพลันถอดหมวกเหล็กออกจึงเห็นว่าแท้จริงแล้วอัศวินผู้นั้นคือหญิงสาวผู้มีใบหน้าคมคาย นัยน์ตาโศกและดำขลับ แผงขนตาโค้งงอนอย่างเป็นธรรมชาติ ผิวเนียนคล้ำเล็กน้อยแบบหญิงสาวจากเกาะทางตอนใต้นอกมายาเล เธอสวมชุดเกราะหนักเต็มยศเช่นเดียวกับเทพพิทักษ์บาดาลที่เป็นบุรุษ รวมทั้งร่างกายที่นับว่าสูงโปร่งผิดกับเทพีทั่วไปพอควร จึงทำให้เวลาที่ดูผาดๆ คล้ายกับอัศวินรักษาป้อม

หญิงสาวผู้นั้นจรดเข่าข้างหนึ่งลง กำมือข้างซ้ายลงบนพื้น มือข้างขวาวางเหนือเข่า เพื่อแสดงภาวะการเคารพเทพชั้นสูง

“อะไรกัน? ไทรา ลุกขึ้นเถิด มาคุกเข่าหน้าข้าทำไม?” ทิวากาลร้องอย่างตกใจ

“นั่นเพราะข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ท่านทิวาแท้จริงคือทิวากาลแห่งสุริยเทวา ขออภัย หากที่ผ่านมาหากข้าได้ล่วงเกินใดๆ”

ทิวากาลส่งเสียงหือในลำคอ บ่นอุบ

“เวลาความลับรั่วไหลนี่...ช่างแพร่สะพัดไปได้ไวจริง” เขาขยับไม้เท้าในมือพลางกล่าว “ลุกขึ้นเถิดท่านอัศวินีมังกร...ในอดีตข้าอาจจะเป็นสุริยเทวาจริงอย่างที่ท่านว่าไว้ หากในปัจจุบันข้าเป็นอย่างมากได้แค่ฤษีพงไพรต่ำทราม รับจ้างบันทึกอักษรเท่านั้น”

เมื่อไทราลุกขึ้น ความสูงของเธอเทียมเท่าทิวากาล

“ความจริงแล้วข้าไปหาท่านที่หอบันไดร้อยขั้น แต่เมื่อถามผู้ดูแลกลับบอกว่าท่านทิวาเดินทางมาที่ตำหนักนาวา”

ทิวากาลมองกลับไปที่อีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ หากไทราก็ไม่รอให้มากความ

“ความจริงข้ามีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือจากท่านอีกครา แต่ถ้าท่านทิวาลำบากใจเพราะสิ่งที่ข้าขอร้อง ข้าขออภัยท่านด้วย ด้วยเรื่องครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งสามัญทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องเวชศาสตร์ทว่าเกี่ยวพันกับ...” เธอลังเลก่อนที่จะกล่าว

“สุริยะและรัตติกาลใช่ไหม?” ทิวากาลกล่าวเหมือนล่วงรู้มาก่อน

จากนั้นเขาจึงสั่งให้มัสลินออกเดินนำหน้าไปก่อน ส่วนตัวเขาเอื้อมมือจับแขนของอัศวินีมังกรในลักษณาการของคนพิการที่ต้องการความช่วยเหลือ หากผู้ที่คุ้นเคยเท่านั้นที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่จำเป็นเลยสำหรับเทวะผู้นี้

“เจ้าอยากให้ข้าช่วยเรื่องใด?”

ไทราสูดลมหายใจ ก่อนจะตัดสินใจอย่างแน่วแน่

 

อ่านบทต่อไป

 

ผู้เขียน  รัณ ศยา
สำนักพิมพ์เรนโบว์

rainbow 1 comments จ้าวจตุรทิศ, ภาคอาศิรวิษ, รัณ ศยา, แฟนตาซี 05-11-2015 01:24:59

1 Comments

แสดงความคิดเห็น

กรุณากรอกข้อมูลที่มีเครื่องหมาย *

*